ฉากที่ ๑ · SCENE 01 / 12 ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๙ ปีฉลู · ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖

กำเนิด

สายรกพันคอทำนายสายบาตร ถือกำเนิดในสกุลโลหิตดี ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย

ภาพรวมจิตรกรรมติดเสาเจดีย์ ฉากที่ ๑ กำเนิด
จิตรกรรมฝาผนังฉากเต็ม (ประดิษฐาน ณ เสาพระมหาเจดีย์ชั้น ๓) คลิกดูภาพขยาย
ภาพรายละเอียดจิตรกรรมประจำฉาก (24 ภาพ)
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม

เราเกิดมาแบบโลกเขาเกิดกัน แต่เราจะปฏิบัติธรรมและตายแบบ ธรรมครองใจ ... ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย .. เราตายแล้วเราจะไม่กลับมาเกิด ในโลกนี้อีกต่อไป เป็นตลอดอนันตกาล

หลวงตามหาบัว กับ วัฏฏสงสาร

องค์หลวงตา ถือกำเนิดในครอบครัวชาวนาแห่งสกุล “โลหิตดี” เมื่อขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๙ ปีฉลู ตรงกับ วันอังคารที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ ณ หมู่บ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยบิดา “นายทองดี” และมารดา “นางแพง” ได้ให้มงคลนามว่า “บัว”

หลวงตามหาบัวกับครอบครัว

ท่านเป็นบุตรคนที่ ๒ ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๑๖ คน มีรายนามดังต่อไปนี้ ๑. คุณตาคำไพ โลหิตดี (ถึงแก่กรรมปี ๒๕๐๕) สมรสกับคุณยายตุ้ม (มิทราบนามสกุล) มีบุตรธิดา ๒ คน ๒. พระธรรมวิสุทธิมงคล (องค์หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน) ๓. คุณหม (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย) ๔. คุณยายอั้ว โลหิตดี (ถึงแก่กรรมปี ๒๕๒๓) สมรสกับคุณตาผง สารีจันทร์ (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๘ คน ๕. คุณสัว (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย) ๖. คุณยายคำตัน โลหิตดี (ถึงแก่กรรมปี ๒๕๕๔) สมรสกับคุณตาเหมิก นามวิชัย (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๔ คน ๗. คุณขาม (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย) ๘. คุณลัง (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย) ๙. คุณแข้ง (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย) ๑๐. คุณตาจัด โลหิตดี (ถึงแก่กรรมปี ๒๕๒๕) สมรสกับคุณยายหนู รักษาศิริ (อายุ ๘๕ ปี) มีบุตรธิดา ๑๓ คน ๑๑. คุณตาหนูพูล โลหิตดี (ถึงแก่กรรมปี ๒๕๓๙) สมรสกับคุณยายบัวลอง พิเคราะห์แนะ (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๕ คน ๑๒. คุณยายสวน โลหิตดี (อายุ ๘๕ ปี) สมรสกับคุณตาสมบูรณ์ สุรินทรัตน์ (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๑๓ คน ๑๓. คุณยายศรีเพ็ญ โลหิตดี (อายุ ๘๓ ปี) สมรสกับคุณตาวันดี บัวสอน (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๙ คน ๑๔. คุณแม่จันดี โลหิตดี (อายุ ๘๐ ปี) สมรสกับคุณตาชาลี พิมพ์ศรี (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๔ คน คุณแม่จันดี เข้าปฏิบัติธรรม ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อปี ๒๕๒๔ ๑๕. คุณกล่ำ (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์วัย) ๑๖. คุณแม่เถิง โลหิตดี (ถึงแก่กรรมปี ๒๕๔๓) สมรสกับคุณตาสงฆ์ ไชยกิจ (ถึงแก่กรรม) มีบุตรธิดา ๗ คน ในจำนวนพี่น้องของท่าน มีท่านผู้เดียวที่ดำรงอยู่ในสมณเพศ และกอปรด้วยศีลาจารวัตรอันงดงาม ทรงไว้ซึ่งคุณธรรมอันประเสริฐ เป็นที่เคารพสักการบูชาของชาวพุทธอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ

ภาพหลวงตาในท้องแม่ มีสายรกพันคอ
เมื่อทารกคลอดออกมาปรากฏว่ามีสาย รกพันคอออกมาและยังมีลักษณะที่ต่างไปจาก เด็กทั่วไป องค์หลวงปู่กล่าวถึงเหตุการณ์ใน ตอนนั้นดังนี้
— องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

คุณตาทำนาย

00:00 --:--

“ พอพูดอย่างนี้แล้วก็ไปทำให้ระลึกถึงเวลาอยู่ในท้อง มีตาพ่อของแม่นั่นละมาทำนายเลย ทำนายอย่างยืนยันเลยเชียว อยู่ในท้องไม่เหมือนใครทั้งหลายเลย บอกอย่างนั้นเลย ลูกทั้งหลายก็ พิจารณาไปตามไม่มีใครเหมือน เวลาปวดท้องเจ็บท้องที่จะคลอดนี่ซัดเอาเสียแม่จนจะตาย แล้ว ว่าจะคลอดไม่คลอด แล้วหายเงียบไปเลยเหมือนตาย แล้วก็วิ่งหาพ่อว่าลูกตายแล้ว มันคงดิ้นตาย หายเงียบไปเลย พ่อนั้นบอกว่าไม่ตาย มันไม่ตาย มันเป็นตามนิสัยของคนของเด็ก มันเป็นหนัก หนักตลอดจนพ่อของแม่ทำนายเลย ลูกคนนี้กูทำนายได้เลยว่าต้องเป็นลูกผู้ชาย นิสัยอันนี้เป็นลูกผู้ชาย เป็นได้ทั้งสองฝ่าย ทั้งชั่วและดีเด่นทั้งนั้น ถ้าหากว่าเป็นทางฝ่ายชั่วนี้มันจะไม่ได้ติดคุกติดตะรางเป็นนักโทษ เขาจะฆ่ามันที่ไหนก็ได้ ที่ให้มันยอมไปเป็นนักโทษเข้าไปอยู่ในเรือนจำไม่มี นี่เป็นผู้ชายแน่นอน มันจะต่อสู้กับเจ้าหน้าที่เขา ตายที่ไหนก็ตายที่นั่น แต่จะให้มันยอมเขามาเข้าเป็นนักโทษในเรือนจำไม่มี เด็กคนนี้น่ะเวลามันโตขึ้นมา นี่พ่อตาทำนาย

คุณตาทำนายสายรกพันคอ

วันนี้เปิดเสียบ้างนะ ลูกคนนี้ต้องเป็นผู้ชาย ดูอะไรมันผาดโผนทุกอย่าง ถ้าว่าเจ็บท้องจะคลอดนี้เอาจนแม่จะตาย ถ้าว่าหยุดไปแล้วหายเหมือนตายแล้ว แม่ก็จะตายอีกว่าลูกตายในท้องอยู่อย่างนั้นๆ คลอดออกมาก็รกพันคอ ตามธรรมดาเขาทำนายได้สามอย่าง รกพันคอ หนึ่งสายโซ่ สองสายสะพานปืน สามสายบาตร พอตกคลอดออกมารกพันคอ พ่อตาทำนายก่อนใครเลย สายบาตรๆๆ ให้โชคขึ้นเลยทันที ไม่พูดถึงสายอื่นสายใดล่ะ บอกว่าสายบาตรๆ ลูกคนนี้จะเป็นลูกคนบุญ คือยอให้เลย ลูกคนนี้จะเป็นลูกคนบุญ นี่สายบาตรนั่นรู้ไหมสู ว่าอย่างนั้นนะ ทำนายให้โชคชะตาไว้ก่อน ทั้งๆที่ผู้นั้นยังไม่รู้ภาษาตกคลอดออกมาใหม่ๆ นั่นละเรื่องราว มันเด็ด ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่จะเป็นจะตายไม่รู้กี่ครั้งกว่าจะตกคลอดออกมา พ่อตาทำนายลูกคนนี้ต้องเป็นผู้ชาย ถ้าเป็นทางฝ่ายชั่วมันไม่ได้หรือเป็นนักโทษในเรือนจำ มันจะตายนอกเรือนจำ คือการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่เขา จะให้มันยอมตัวมาเป็นนักโทษไม่มี มันขนาดนั้นละรุนแรงมาก ถ้ามันไปทางดีก็แบบเดียวกัน แต่ทางดีไม่พูดมากนะ บอกว่าถ้าไปทางดีก็แบบเดียวกัน แต่ไปทางชั่วได้พรรณนาล่ะ บอกว่ามันไม่ได้ตายในเรือนจำ มันไม่ได้เป็นนักโทษ มันตายนอกเรือนจำต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ นี่เราไม่ลืมนะ แม่มาเล่าให้ฟัง พ่อตาทำนาย"

ฉากที่ ๒ · SCENE 02 / 12 วัยเด็กและวัยหนุ่ม ณ บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

ชีวิตฆราวาส

ช่วยพ่อแม่ทำนา เลี้ยงชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และคำขอร้องของบิดาให้บวชเพื่อทดแทนคุณ

ภาพรวมจิตรกรรมติดเสาเจดีย์ ฉากที่ ๒ ชีวิตฆราวาส
จิตรกรรมฝาผนังฉากเต็ม (ประดิษฐาน ณ เสาพระมหาเจดีย์ชั้น ๓) คลิกดูภาพขยาย
ภาพรายละเอียดจิตรกรรมประจำฉาก (18 ภาพ)
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม

เหตุการณ์ช่วงวัยเยาว์

เด็กชายบัวและพี่ชายขโมยอ้อย

"เด็กชายบัว"

"เด็กชายคำไพ" พี่ชาย

ขโมยอ้อย - ถูกคุณตาดัดนิสัย

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ขโมยอ้อย

00:00 --:--

"เรามาบ้านตาด สวนป้าฝ้ายตั้งแต่นั่งมายังเห็นแต่พื้นที่ เขาเปลี่ยนแปลงหมดแล้วแหละ สวนที่เราไปขโมยอ้อย รถเราเลี้ยวมานี่ สวนอยู่นั่น นั่นสวนอ้อยที่เราไปขโมยอ้อยเขากิน เราว่าอย่างนั้น คือมันเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว สิ่งเพาะปลูกทั้งหลายเขาเปลี่ยนไปหมดแล้ว แต่ที่ยังอยู่ตรงนั้น เราจึงได้บอกพวกที่นั่งรถไปด้วยกัน นั่นๆ สวนอ้อยที่หลวงตาบัวไปขโมยอ้อยเขามากิน มีอันหนึ่งที่น่าชม มันแปลกๆ อยู่นะล่ะ คือเราจำได้ทุกสิ่ง ในเวลาเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นจำได้หมดเลย เดินผ่านออกไปน้ำบ่ออยู่ตรงนั้น จากนั้นไปทุ่งนา เดินผ่านไปผ่านมา อ้อยมันอยู่ข้างๆ ทางติดทางนี่ อ้อยก็ลำใหญ่เสียด้วยน่าหิว ผ่านไปผ่านมามันอดได้ยังไงเด็ก ก็เลยชวนพี่ชายขโมยอ้อยเขาไปกินเถอะ ลำมันสวยงามเหลือเกิน พี่ชายก็เหมือน.. ภาษาภาคอีสานเขาเรียกไอ้โกก คือลิง มันก็ไปทำด้วยเรา เราเลยไม่ลืม มันแปลกที่อุบายมันแก้ตัว นี่เวลามันเป็นอันธพาลเป็นนักเลงโตเป็นขโมยมันก็แก้ของมันเก่งเหมือนกันนะ ชวนพี่ชายเข้าไป(ขโมย) รั้วเขาก็กั้นไว้เรียบร้อยแต่เด็กมันลอดได้ ลอดเข้าไปนั้นได้ไปตัดอ้อยออกมา ไปทีแรกก็ขโมย เสียงไม่มีละ พอไปเห็นอ้อยลำใหญ่ๆ แล้ว ลำนั้นก็ดี ลำนี้ก็ดี ไปใหญ่เลย เลยไม่รู้ว่าตัวขโมยหรือไม่ขโมย ตัดอ้อยออกมาได้คนละลำ ลากอ้อยออกมา ป้าฝ้ายเป็นญาติกัน ศักดิ์เขาเป็นพี่ เราเรียกป้า แกเป็นคนสวยงามมากป้าฝ้าย กิริยานิ่มนวลเสียด้วย มาเจอกับเด็กอย่างเรานี้อีกด้วย เด็กตัวขโมยนี่น่ะ พอลากอ้อยออกมา แกเดินมานี้มายืนตรงนี้กึ๊กแล้วว่า เด็กเหล่านี้สูทำไมขโมยอ้อยกูล่ะ พูดแล้วยิ้มนะ เพราะเกินจะไปถือสีถือสา ทางนี้ก็ตอบเราไม่ลืม ผมไม่ได้ขโมยนะป้า ผมเดินผ่านไปผ่านมา ผมเห็นอ้อยผมอยาก(หิว) อ้อยมาก เลยชวนพี่ชายเข้าไปตัดอ้อย ตัดแล้วจะแบกไปบอกป้าแล้วจึงไปบ้าน ถ้าอย่างนั้นป้าก็เอาเสีย จำได้หมดนะ โอ๊ย กูไม่เอาละ สูตัดมาแล้วสูก็เอาไปเสีย โอ๊ย ยิ้มแต้มเลย ป้าก็ลงไปนู้น ไม่ถือถือสาประสาเด็ก พอกลับไปก็ไปอวดพ่อตาละซิว่าขโมยยังไง พ่อตาเปิดเผยหมด แต่พูดกับป้าฝ้ายว่าไม่ได้ขโมย ไปพูดกับตาว่าขโมยทั้งคู่ ตาก็ด้อมไปหาเขาซิวันหลัง เราไม่ลืมนะ ที่ว่าไม่ได้ขโมย มันแปลกอยู่นะ ผมไม่ได้ขโมยนะป้า ผมหิวมาก พอผ่านไปผ่านมาผมทนไม่ไหวเลยไปตัดอ้อย แล้วจะแบกอ้อยไปหาป้า ไปบอกป้าแล้วจะไปบ้าน ถ้างั้นป้าก็เอาเสีย โอ๊ย กูไม่เอาละ สูเอาไปเสีย ยิ้มตลอดนะป้าฝ้าย เรายังชมกิริยาของแกกับเด็ก ไม่มีหน้าบึ้งหน้าเบี้ยวนะ พูดนิ่มนวลเสียด้วย ไพเราะด้วย เด็กเหล่านี้สูทำไมขโมยอ้อยกูล่ะ พูดแล้วยิ้มนะ ทางนี้ก็แก้ปุ๊บว่าไม่ได้ขโมย นู่นน่ะเห็นไหมมันเก่งขนาดไหน ตั้งแต่เป็นเด็กมันก็เก่งทางปัญญาขโมยนะ เราไม่ลืม ที่ตาไปบ้านเขาก็เพราะกลัวหลานของตัวจะเสีย ถ้าชมเชยมันไปขโมยแล้วเดี๋ยวมันจะเป็นขโมย เพราะฉะนั้นจึงไปบอกเขา มันขโมยสูนะ คือทางนั้นเขาก็บอกตามเราที่โกหกเขา ว่าผมไม่ได้ขโมยนะป้า ทีนี้เขาก็เชื่อเราละซิ เวลาตาของเราไปบ้านเขาไปเล่าเรื่อง เด็กเหล่านั้นไปขโมยอ้อยสูเมื่อวานสูรู้ไหม รู้ เขาไม่ได้ขโมยนะน้า เขาบอกว่าเขาหิวอ้อยมาก เขาตัดอ้อยแล้วเขาจะเอามาบ้านนี่แล้วเขาถึงจะไปบ้านเขา ตัวมันขโมยละสู มันพูดกับกูชัดเจนแล้ว มันโกหกสู ทางนั้นก็ไม่ถือสานะ โอ๋ย ช่างหัวมันเถอะประสาเด็ก ทางนี้เอาเรื่องนั้นแหละมาขู่ เราไม่ลืมนะ บอกให้ไปหาพวกเครื่องอาหารการบริโภคให้เด็กสองตัวนี่ มันจะไปติดคุก เดี๋ยวตำรวจเขาจะมามัดมันไป มันไปขโมยอ้อยเขามา ตามาขู่ เราเลยไม่ลืม โอ๋ย วิ่งร้องไห้ โดดขึ้นไปบ้านเข้าไปในห้อง นั้นละเขายิ่งจะเอาได้ง่าย อู๊ย ฟาดลงทุ่งนาเลย นั่นเห็นไหมผู้ใหญ่ดัดเด็กกลัวเด็กจะเสีย ถ้าไปส่งเสริมแล้วเด็กเสียใช่ไหม บังคับไว้อย่างนั้น แต่ธรรมดาเรานิสัยอย่างนี้ไม่มี มีตอนหิวอ้อยเท่านั้นแหละ ธรรมดาไม่มี มันหิวอ้อยเท่านั้นพาให้เป็น แล้วโกหกเขาเก่งด้วยนะ บอกว่าไม่ได้ขโมย"

หนุ่มบัวกับเพื่อนทำนา

เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นจนกลายมาเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว อุปนิสัยของท่านที่เด่นชัดคือเป็นผู้มีความทรหดอดทน คือท่านจะทำงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสร็จ ไม่เสร็จเป็นยอมเลิก เช่น ควาย 4 ตัว จะสลับให้มัน ทำงาน เมื่อตัวหนึ่งทำจนเหนื่อยแล้วก็ปลดไถ ออกให้มันไปอาบน้ำกินหญ้าเป็นการพัก แล้วก็ เอาตัวที่ 2 ที่ 3 มาสลับแทนเช่นนั้นตลอดจนเสร็จ ถ้าไม่มืดก็ไม่เลิกหรือไม่ใช่เวลากินข้าว กลางวันก็ไม่ยอมเลิก มีอยู่คราวหนึ่ง พ่อแม่และน้องเขย ซึ่งปกติเป็นกำลังสำคัญในการทำนา บังเอิญมาป่วยขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้ท่านต้องเป็นหัวหน้าพาน้องๆ ไปแทน น้องสาวคนรองๆ ของท่านคนหนึ่งรู้ดี ถึงนิสัยจริงจังโดยเฉพาะในเวลาทำงาน จึงนึก หวาดๆ ในใจว่า “ต๊ายกู คราวนี้ หมดทั้งวันมีแต่ทำงานก็ ตายกันเท่านั้นแล้วทีนี้” และก็เป็นความจริงอย่างที่น้องสาวคิดไว้ คือท่านเองไม่พาพักพาเลิกสักที ทำงานอยู่ อย่างนั้นเรื่อยไปชนิดหากไม่ค่ำไม่ยอมเลิกรา น้องสาวของท่านเล่าถึงเหตุการณ์ในตอนนี้ว่า แม้น้องพยายามบอกว่า ‘อยากกินข้าวแล้ว...บัว’ ท่านก็ทำงานไป เฉย ไม่พากินข้าวไม่พาหยุดพักสักที พาขุดพา ทำอยู่หมดมื้อหมดวัน... ตอนนั้นเป็นช่วงบุกร้างถางพงทำนา ใหม่... ท่านขุดเองเลย ไม่ใช้ควายคราดเพราะ มันเพิ่งตัดไม้ลงใหม่ๆ รากที่อยู่ในดินยังไม่เน่า (ไถยังไม่ทันได้)… ท่านก็ทำงานไม่สนใจน้องเลย เดี๋ยวอ้อม ทางนั้นแล้วอ้อมทางนี้ แล้วอ้อมไปทางนั้นอยู่ อย่างงั้นไม่จบไม่สิ้นสักที จนน้องว่า ‘โอ๊ย ไม่ ไหวแล้ว คิดถึงแม่’ เลยมีแต่จะร้องไห้นั่นแหละ .. ปรากฏว่า ในปีนั้นได้ข้าว ๑๗ เล่มเกวียน จัดว่าได้เยอะที เดียว

หนุ่มบัวดูลายมือ

"หนุ่มบัว"

"หนุ่มเถิง"

ผู้เฒ่าดูลายมือ

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ผู้ใหญ่เถิง

00:00 --:--

"ก่อนผมบวชผมไม่ได้คิดว่าจะบวชอยู่นาน ๆ อย่างนี้นะ บวชเพราะพ่อ น้ำตาพ่อร่วงลงให้เห็นต่อหน้าต่อตา แต่ผมยังไม่ลืมที่ผู้เฒ่าเขาดูลายมือ ผู้ใหญ่เถิง ๆ เป็นเพื่อนกันแกขยันมากนะ เขาเรียกว่าหลานหลวงกำแหง เขาก็เรียกเราว่าหลานพ่อเฒ่าแพง แพงน่ะแม่ผมนี่ พ่อของแม่ขยันไม่มีใครสู้ในบ้าน ถ้าหลานหลวงกำแหงกับหลานพ่อเฒ่าแพงได้ทำงานแล้วไม่มีใครสู้แหละ เราก็สนิทกันไปเที่ยวบ้านคุยกัน บางทีมันก็ไปบ้านเรา เราก็มาบ้านมัน..ผู้ใหญ่เถิงนี่ ไปมีอะไรก็กินโน้นเลย เราก็เหมือนกันมาบ้านเขาก็กินเลย ถือเป็นอันเดียวกัน สนิทกันขนาดนั้นละ พ่อแม่ไม่เคยสนใจไม่เคยจะเล่าให้ฟัง ไอ้นั่นไปกินข้าวบ้านกูๆ เฉยเหมือนไม่ได้กิน เขามากินข้าวบ้านเราก็เหมือนกัน เราไปกินข้าวบ้านเขาก็เหมือนกัน วันหนึ่งอีตาคนอำเภอกุมภวานี่ คนนี้แกเป็นคนสุขุมนะไม่ค่อยพูด พูดแต่ว่าจะบวชๆ ผู้ใหญ่เถิง นี่น่ะ จะบวชๆ ไหนพ่อขอดูลายมือหน่อยน่ะ มานั่งฟังอยู่นี้มีแต่จะบวชๆ มันจะได้บวชจริงๆ หรือไหนให้พ่อดูลายมือหน่อยน่ะ แกไม่พูดนะแกนั่งอยู่อย่างนั้นละนิสัยแก คนอายุประมาณสัก ๕๐ ก็ดู ผมยังไม่ลืมนะ จ้างก็ไม่ได้บวช ว่างี้เลยนะพูดยันด้วยนะ เป็นคนนิสัยไม่ค่อยพูด คนเคร่งขรึม นี่จ้างก็ไม่ได้บวช นี่คู่มันติดข้างอยู่นี่ มันจะเอาเมียเร็วๆ นี้น่ะ ว่างั้นนะ ไอ้เราก็ยิ่งมั่นใจเพราะเราไม่ต้องการจะบวช เราต้องการจะเอาเมีย พอทางนั้นดูเสร็จแล้วเราก็ เอ้า ดูให้ผมหน่อย แต่เขาไม่ว่าผมหรอก ดูให้ข้อย ภาษานี้ ข้อยเจ้า ข้อยเท่ากับผม เอ้า ดูให้ข้อยหน่อยน่า พอดู เอ้อ ผู้นี้ใช่แล้วนี่ เอ๊ะ ผมว่าจะเอาเมียอยู่นะ จ้างก็ไม่ได้ แน่ะคนนี้เอาอีกนะยัน ผู้นี้ถึงถูกได้บวชแน่ๆ ว่างี้เลยนะ ผู้นั้นจ้างก็ไม่ได้บวช...

พ่อขอให้หนุ่มบัวบวชให้

พ่อน้ำตาร่วง ขอให้ลูกบวช

...เราก็ไม่ได้คิดจะบวชแต่เวลาจะเป็นไม่ยากนี่นะ นั่งรับประทานร่วมวงกันอยู่ พ่อกับลูกหลายๆ คน แม่ก็นั่งตรงโน้น พ่อก็นั่งตรงนี้ ลูกเต็มอยู่นี่ บทเวลาจะเป็นนะ เหตุไม่ยากนะผม การบวชก็ง่ายนิดเดียวบทเวลาจะบวช ก็สมกับที่ว่านี่ ถ้าจะเอาเมียทีไรก็ผิดก็พลาดไปทุกที ทั้งๆ ที่พ่อผู้หญิงชอบหมดทั้งนั้นแหละ พอเราขึ้นไปบ้านไหน แต่ก่อนเขามีทำงานปั่นฝ้ายปั่นไหมกันทางภาคอีสาน ทุกวันนี้ก็มี เขาไปเที่ยวกันแต่เขาว่าไปเล่นสาว ภาษาทางนี้ ถ้าเราไปขึ้นบ้านไหน โอ๋ย เสียงลั่นไปแหละ คือพ่อแม่ทางผู้สาวน่ะชอบมากแต่ลูกสาวไม่เห็นชอบอะไร คือเขาอยากได้เรา เขาเห็นเราขยันก็รู้กันอยู่แล้ว พอกินข้าวด้วยกันเงียบๆ ไม่ได้พูดระยะนั้นนะ อยู่ๆ พ่อพูดขึ้นมาเฉยๆ กูก็มีลูกหลายคน ลูกผู้ชายใครๆ กูก็ไม่ แต่บักบัวนี่นา กูก็ไม่เคยยกย่องลูกกู กูปล่อยให้ทำงานอะไรให้กูแล้ว เป็นที่นอนใจเลย กูไม่เคยได้หนักใจกับการบ้านการงานอะไรทั้งนั้นกับบักบัว ถ้าลงได้ทำมันเก่งกว่ากูด้วย ธรรมดาพ่อไม่เคยยกย่องลูกนะ มันลงได้ทำอะไรแล้วเก่งกว่ากูด้วยซ้ำไป กูสู้มันไม่ได้ ไอ้นี่ แต่นี้สำคัญที่ว่ากูพูดบอกให้มันบวชให้กูทีไร มันนิ่งมันเฉยเหมือนไม่มีปากมีดัง (ดัง = จมูก) กูตายไปนี้คงจะจมลงในนรกไม่มีใครจะฉุดลากขึ้นจากนรกแหละ กูหวังพึ่งคนเดียวเท่านี้ นอกนั้นกูไม่หวังพึ่ง ไอ้นี้กูอาศัยมันได้ทุกอย่าง เรื่องการงานนี่ทุกสิ่งทุกอย่างกูเบาใจทั้งหมด ไม่เคยได้ต้องติมันเรื่องการเรื่องงาน แต่ให้บวชนี่กูพูดมาไม่รู้กี่ครั้งมันไม่เคยตอบไม่เคยพูดอะไรเลย เหมือนไม่มีปากมีดัง กูตายไปนี้คงจมในนรกไม่มีใครฉุดลากขึ้นแหละ พอว่าอย่างนั้นน้ำตาร่วงปุบปับๆ เรามองดูนี่นะ แม่มองมาเห็นพ่อเอาอีกแหละ ร่วงปุบปับ ๆ เราลุกเลยไม่กินกระทั่งน้ำ หนีเลย เอาหละไปคิด ข้าวกินไม่อิ่มน้ำก็ไม่ได้กิน ลงบันไดหนีเลย คิด ๓ วันนะ คิดถึงเรื่องการบวชมาทบมาทวน เอ๊ พ่อมาน้ำตาร่วง ยกลูกก็เรียกว่ายกแบบยกทุ่มลงพูดง่ายๆ ยกยอก็ยกยอเพื่อทุ่มลง บทเวลาจะให้บวชนี่ละทุ่มลง คิดเอ๊ พ่อไม่เคยน้ำตาร่วง นี่พ่อน้ำตาร่วงเพราะเรา คิดเอามากจริงๆ นะไม่สบายหัวใจเลย คิดสงสารพ่อ พ่อแม่ก็เลี้ยงเรามา ทั้งบ้านทั้งเมืองเขาก็มีลูกมีเต้า ลูกเต้าเขายังบวชได้ แม้แต่ติดคุกติดตะรางเขายังมีวันออก นี่ไปบวชไม่ใช่ติดคุกติดตะราง คนอื่นๆ เขายังบวชได้เขาสึกมาถมไป บางองค์ท่านบวชจนเป็นสมภารเจ้าวัดจนตายกับผ้าเหลืองก็ไม่เห็นท่านเป็นอะไร ทำไมเราบวชให้พ่อแม่สักเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้มีอย่างเหรอ เอาละนะที่นี่นะ คิด สุดท้ายก็ลง เราเป็นคนทั้งคนเป็นลูกชายคนหนึ่ง เป็นคนคนหนึ่ง คนอื่นเขาบวชได้เราบวชไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เอ้า บวชอยู่ในผ้าเหลืองมันอยากสึกจนกระทั่งตายก็ให้ตายดูซี พ่อแม่เลี้ยงมาก็ยาก จนขนาดที่ว่าร้องห่มร้องไห้เพราะเราไม่บวชเท่านี้มันพิลึกเหลือเกิน เราเป็นลูกของคนแท้ๆ ปัญหานี้ผมสรุปเอาเลยนะ ๓ วันถึงตัดสินใจได้ ไม่เคยมาร่วมรับประทานกับพ่อแม่เลยตั้งแต่บัดนั้นแล้ว กลัวจะโดนปัญหาอีก พอลงใจเรียบร้อยแล้วก็มากินข้าวละที่นี่ พูดในวงนั้นละ เอ้า เรื่องบวชจะบวชให้ว่างี้เลยนะ แต่ใครจะไปห้ามไม่ได้นะว่าบวชแล้วให้อยู่เท่านั้นปีเท่านี้เดือนค่อยสึกอย่างนี้ไม่เอา บวชแล้วอยากสึกเมื่อไรจะสึก แม่ฉลาดกว่าลูกซิ เอ้า เอาเถิดลูก บวชให้เห็นต่อหน้าต่อตาแม่แล้ว ลูกออกมาขณะที่บวชนั้นน่ะจะมาสึกต่อหน้าคนมากๆ ที่ไปบวชลูกแม่ไม่ว่า ฉลาดไหมล่ะฟังเอา ใครไปบวชแล้วออกมาจากอุปัชฌาย์ อุปัชฌายะก็ยังไม่หนี พระกรรมวาจาฯก็ยังไม่หนี พระสงฆ์ก็ยังไม่หนีกัน คนก็แน่นอยู่นั้น ออกมาจะมาสึกต่อหน้าต่อตาคนมากๆ นี้มันไม่ขายหน้าโลกกระเทือนโลกเหรอ ไม่บวชเสียไม่ดีกว่าหรือ มันดีกว่าบวชแล้วมาทำอย่างนั้นนี่นะ แม่ก็ต้องทราบว่ามันทำไม่ลงเพราะรู้อยู่แล้วว่านิสัยของเราเป็นยังไง นิสัยเราไม่เคยเป็นคนเสียหายนี่ การประพฤติเนื้อประพฤติตัวแต่ไหนแต่ไรมาเราไม่เคยเสียหาย เราพูดคุยได้จริง ๆ การประพฤติตัว ไม่เคยเถลไถล พอแม่ว่างั้น เอ้า บวช บวชละทีนี่..."

ฉากที่ ๓ · SCENE 03 / 12 ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ · พัทธสีมาวัดโยธานิมิตร

อุปสมบท

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตั้งสัจจะอธิษฐานมั่นในพระพุทธศาสนา ณ วัดโยธานิมิตร

ภาพรวมจิตรกรรมติดเสาเจดีย์ ฉากที่ ๓ อุปสมบท
จิตรกรรมฝาผนังฉากเต็ม (ประดิษฐาน ณ เสาพระมหาเจดีย์ชั้น ๓) คลิกดูภาพขยาย
ภาพรายละเอียดจิตรกรรมประจำฉาก (21 ภาพ)
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม

ป่วยหนักก่อนบวช

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ป่วยหนัก

00:00 --:--

"...มันก็มีวาสนาอยู่ เราพิจารณาเรา ตอนป่วยหนักถึงขั้นพ่อกับแม่มานั่งสองข้างมีนะ ป่วยหนักจริงๆ แทบจะไม่พ้นจากคืนวันนั้น พ่อกับแม่เรามานั่งสองข้าง แม่เป็นคนใจอ่อน พ่อไม่ค่อยพูด แต่แม่เป็นคนใจอ่อน “จะไปเดี๋ยวนี้ลูก” แม่พูดออกมา “อย่าด่วนไป ลูกยังไม่ได้บวชให้แม่ ให้บวชเสียก่อนให้แม่หายสงสัย” เท่านั้นละ พอมันจะไปหายวันหายคืน ออกจากนั้นก็บวชเลย แน่ะเป็นอย่างนั้นนะแปลกอยู่ แม่เป็นคนใจอ่อน ไม่เหมือนพ่อพ่อไม่พูด มานั่งขนาบสองข้าง เราเหมือนจะไปคืนวันนั้น แม่เป็นคนอ่อน “จะไปเดี๋ยวนี้เชียวเหรอลูก”ว่าอย่างนั้นนะ ขึ้นไปนั่ง “จะไปเดี๋ยวนี้เชียวเหรอลูก ลูกยังไม่ควรไปเพราะลูกยังไม่บวช” ว่าอย่างนั้น “ให้ลูกบวชเสียก่อน แม่จะได้หายสงสัย” เท่านั้นละหายวันหายคืน จากนั้นปั๊บก็บวชเลย พอหายป่วยแล้วก็บวช หายป่วยคราวนั้นแล้วบวช...

งานบวชของนาคบัว

...บวชก็บวชง่ายมาก บทเวลาจะบวชบวชง่ายมากนะ อะไรๆ มาพร้อมหมดเลยเวลาจะบวช พ่อก็พอใจ แม่ก็พอใจ เป็นเสียงเดียวกัน บอกให้พี่ชาย..พี่ชายเคยบวชเป็นเณรมาแล้ว พ่อเป็นคนสั่ง จะบวชแล้วให้ไปหา บริขารดีๆ มาบวชลูก พี่ชายมันเคยบวชแล้วมันรู้จักบริขารของพระได้ดี ให้พี่ชายไปหามา เราจะบวช ก็หามาจริงๆ ได้มาปั๊บบวชปุ๊บเลย"

องค์หลวงปู่บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดโยธานิมิตร ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เมื่ออายุ ๒๐ ปี เมื่อวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๗ ปีจอ เวลา ๑๔ นาฬิกา ๔๕ นาที ตรงกับวันอังคารที่ ๑๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ โดยมี พระเทพกวี (จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูปลัดอ่อนตา เขมังกโร วัดโยธานิมิตร อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นพระกรรมวาจาจารย์

"พระครูปลัดอ่อนตา เขมังกโร" พระกรรมวาจาจารย์

"พระเทพกวี (จูม พันธุโล)" พระอุปัชฌาย์

ฉากที่ ๔ · SCENE 04 / 12 พ.ศ. ๒๔๗๘ - ๒๔๘๔ · กรุงเทพฯ และหนองคาย

ศึกษาพระปริยัติ

เรียนเปรียญธรรม ๓ ประโยค มุ่งมั่นค้นคว้าทางพุทธวจนะ ก่อนออกประพฤติปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน

ภาพรวมจิตรกรรมติดเสาเจดีย์ ฉากที่ ๔ ศึกษาพระปริยัติ
จิตรกรรมฝาผนังฉากเต็ม (ประดิษฐาน ณ เสาพระมหาเจดีย์ชั้น ๓) คลิกดูภาพขยาย
ภาพรายละเอียดจิตรกรรมประจำฉาก (24 ภาพ)
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม

ศึกษาพระปริยัติธรรม

พระบัวตั้งใจศึกษาปริยัติ

อ่านพุทธประวัติ น้ำตาร่วง

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

อ่านพุทธประวัติ

00:00 --:--

"ในขั้นเริ่มแรกอ่านหนังสือธรรมะธัมโม เฉพาะอย่างยิ่งประวัติของพระพุทธเจ้า พุทธประวัติ เกิดความซึ้งจนถึงกับน้ำตาร่วงเรื่อย ๆ เกิดความสงสารพระองค์ด้วย เกิดความอัศจรรย์ในผลของพระองค์ที่ทรงได้รับด้วย แล้วจิตก็มีความกระหยิ่ม และอ่านประวัติของสาวกองค์นั้น ๆ ที่ออกมาจากสกุลต่าง ๆ มาแล้วมาเป็นแบบเดียวกัน ไม่ได้คำนึงถึงความอดอยากขาดแคลนอะไรทั้งนั้น มุ่งแต่อรรถแต่ธรรมเพื่อความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว องค์ไหนออกมาจากสกุลใด สกุลพระราชามหากษัตริย์ เศรษฐี กุฎุมพีขนาดไหน ไม่เอาเรื่องสกุลมาเกี่ยวข้องเลย เอาแต่หน้าที่ของพระเต็มเม็ดเต็มหน่วยจนได้บรรลุธรรม เมื่อบรรลุธรรมแล้วสอนใครได้ มันแตกฉานแล้วภายในหัวใจนี่ ไม่มีอะไรมาปิดมาบังก็ฉะฉานน่ะซิ พูดได้ตามความสะดวก ออกมาจากใจที่เปิดเผยอยู่แล้วโดยปรกติ...

ไปฟังเทศน์พระกรรมฐาน "หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม" ที่วัดป่าสาละวัน

"สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธัมมธโร)" อาจารย์ทางฝ่ายปริยัติ

...เราพยายามฝึกหัดทีแรกก็ล้มลุกคลุกคลานเหมือนกัน เริ่มแรกจริง ๆ ตั้งแต่เราบวชเราอยู่วัดโยธานิมิต หนองขอนกว้าง กรมทหารฯ นี่ แต่เราเลื่อมใสทางภาวนา ถึงได้มาเรียนถามท่านพระครูว่าภาวนาจะทำยังไง กระผมมีความสนใจอยากจะภาวนาด้วย ท่านก็สอนว่า พุทโธ น่ะแหละ ผมก็ภาวนา พุทโธ น่ะแหละ พอว่างั้นเอา พุทโธ เรื่อย เวลาจะหลับจะนอนเราไว้เวลา ๑ ชั่วโมง หยุดเรียนหนังสือ ๑ ชั่วโมงนั่นละทำภาวนา อย่างนั้นเป็นประจำไม่เคยลดละ ภาวนาพุทโธๆ ทำไปก็ไม่ค่อยสงบ หลายครั้งหลายหนไปสงบที่นี่ พุทโธๆ ปรากฏว่าจิตมันแน่วเข้าๆ จิตที่ค่อยแน่วๆ สงบลงไปโดยลำดับๆ มันเป็นจุดแห่งความสนใจเหมือนกันนะ ทำให้เกิดความสนใจ สติก็ดีขึ้นๆ แล้วจิตก็ลงถึงที่กึ๊ก โอ้โห พอจิตลงถึงที่ หือ ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ ตื่นเต้น จิตใจรู้สึกมีความตื่นเต้นพูดไม่ถูก เป็นเรื่องอัศจรรย์ คงอันนั้นละความตื่นเต้นนี่ละ เราเข้าใจว่าความตื่นเต้นนี่ไปรบกวนจิตที่สงบนั้นให้ถอนตัวขึ้นมาเสีย สงบลงไปไม่นานนะ แต่พอจับได้ชัดเจนถึงเรื่องหลักฐานของจิตที่ว่าสงบลงไปแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งเราไม่เคยเป็นเลย มาเป็นที่วัดโยธานิมิต ตะล่อมลงไปๆ พุทโธๆ พุทโธหายเงียบไปเลย จิตก็หยุดกึ๊กเลย ลงถึงที่เลย ขาดออกไปจากทุกสิ่งทุกอย่าง มีเด่นอยู่แต่จิตซึ่งเป็นของอัศจรรย์อย่างยิ่ง นั้นแหละมันเกิดความตื่นเต้นดีใจอะไรก็แล้วแต่จะพูด เราไม่เคยเห็นอย่างนั้น แต่ไม่นาน คงจะเป็นเพราะความตื่นเต้นไปเขย่ามันเสีย จิตเลยถอนออกมา พยายามทำเท่าไรก็ไม่ได้ที่นี่ โอ๊ย เสียใจทำไม่ได้ ก็ทำอยู่ทุกวันนั่นแหละ ความจริงจิตไปคาดผลที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อยากให้มันเป็นอย่างนั้นๆ ลืมภาวนาซึ่งเป็นหลักปัจจุบันอันจะยังผลให้เกิดนี้เสีย มันไปยุ่งกับเรื่องอดีต อารมณ์อดีตนั่นแหละมันไม่เป็น ทีนี้พอจางๆ ไป พอปล่อยอารมณ์อดีตมาภาวนา เป็นอีก พอเป็นแล้วจิตก็เป็นบ้าอีกแหละ ขยับเข้าใส่อารมณ์อดีตอยู่นั่น อยากให้มันเป็นอย่างนั้นอีกอยู่อย่างนี้ เลยอยากให้เป็นอย่างนั้นๆ อยู่โน้น อยู่นอก ลืมนี้เสีย จนกว่าจะออกภาวนาจริงๆ ...

...นี่เราเป็น ๓ หนเท่านั้นละ เรียนหนังสืออยู่ถึง ๗ ปีเป็นเพียง ๓ หนเท่านั้น เป็นอย่างมากนี่นะ ลงถึงขนาดที่ว่าอัศจรรย์เต็มที่ ลงกึ๊กเต็มที่แล้วขาดหมดเลย อารมณ์อะไร ๆ ขาดหมดเลยในเวลานั้น เหลือแต่รู้อันเดียว กายก็หายเงียบเลย มันอัศจรรย์ล่ะซิ นี่ละเป็นเครื่องฝังจิตให้มีความสืบต่อที่จะออกปฏิบัติ กล้าพูดให้หมู่เพื่อนฟังได้ในที่เปิดเผย ว่าผมนี้จะเรียนจบแค่เปรียญ ๓ ประโยคเท่านั้น ส่วนนักธรรมจะได้แค่ไหนไม่สำคัญ สำคัญที่เปรียญนี้ให้ได้ ๓ ประโยคแล้วผมจะออกปฏิบัติ แต่เราไม่ได้บอกนะว่าผลของเราที่เคยปฏิบัติมา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจ หรือทำจิตใจให้เป็นเครื่องดูดดื่ม เราไม่ได้บอก"

พบท่านพระอาจารย์มั่นครั้งแรก

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

พบพระอาจารย์มั่นครั้งแรก

00:00 --:--

"พอพูดอย่างนี้เราก็เคยพูดแล้ว ได้เขียนในหนังสือไม่ใช่เหรอ ที่ได้ไปพบเห็นพ่อแม่ครูจารย์มั่นเบื้องต้นที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ อันนั้นมันถึงใจไม่ลืมจนกระทั่งบัดนี้ ท่านมาจากภูเขาแล้วมาพักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง เขามาบอกข่าวว่าท่านอาจารย์มั่นมา ตอนเช้าเราก็บิณฑบาตตามปรกติของเรา มีเช้าหน่อย ทีนี้ท่านไปท่านไปสายๆ ไปบิณฑบาต ตามนิสัยท่านนั่นแหละ พอท่านมาแล้วอย่างวันนี้ พระท่านก็เล่าให้ฟัง วันหลังเราก็จ้อเลย จะคอยดูท่าน เราก็บิณฑบาตเช้าหน่อย ไปไม่ถึงไหนกลับมาเพื่อให้ทันเวลาท่านเข้ามา พอมาถึงวัดก็ถามหมู่เพื่อน ท่านมาแล้วยัง ยัง จ่อเลยนะจิต สักประเดี๋ยวท่านก็โผล่เข้ามา ท่านมาแล้วนู่นๆ ไหนๆ มองเห็นท่านกำลังเดินเข้ามา เข้ามาในกำแพงวัดแล้วแหละ จากนั้นมาก็ดูไป พอท่านใกล้เข้ามาก็ปุ๊บปั๊บเข้าในห้อง ห้องมันก็มีช่องอยู่ จะว่าไง ถึงมีฝามันก็มีช่อง เข้าใจไหม พอท่านใกล้เข้ามาก็ปุ๊บเข้าห้อง จ่อดูในช่อง คอยดู ดูท่านด้วยความเอิบอิ่ม ด้วยความเคารพเลื่อมใสสุดหัวใจนะเวลานั้น ดูจ้อเข้ามาๆ ดู ทีนี้พอท่านผ่านไปแล้วออกจากห้องมาดูท่านอีก ดูข้างหลังท่าน ดู วันนั้นปีติทั้งวันนะ ชาตินี้เราก็ภูมิใจ เราได้พบพระอรหันต์เสียแล้ว วันนี้ได้พบแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเราได้สังเกตดูท่านทุกอย่างด้วยความปลื้มปีติในใจของเรา ทีนี้วันนั้นจิตใจไม่ได้ไปไหน อยู่กับท่านอาจารย์มั่นทั้งนั้น เป็นมงคลสูงสุดว่าเรามีวาสนาเกิดมาได้พบพระอรหันต์เสียแล้วในคราวนี้ แม้เราไม่ได้เป็นพระอรหันต์เราได้ชมบารมีท่านเราก็พอใจ อันนี้ถึงใจหมดนะที่ว่านี้"

หลวงปู่มั่นแสดงธรรมที่วัดเจดีย์หลวง

ฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์มั่นครั้งแรก

ใจความสำคัญของธรรมที่หลวงปู่มั่นได้แสดงในวันนั้น องค์หลวงปู่มหาบัวได้ลิขิตไว้ในหนังสือประวัติ ท่านพระอาจารย์มั่น ดังนี้ “...วันนี้ตรงกับวันพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เราเรียกว่า “วันวิสาขบูชา” พระพุทธเจ้าเกิดกับสัตวโลกเกิดต่างกันมาก ตรงที่ท่านเกิดแล้ว ไม่หลงโลกที่เกิดที่อยู่และที่ตาย มิหนำยังกลับรู้แจ้งที่เกิดที่อยู่และตายของพระองค์ด้วยพระปัญญาญาณโดยตลอดทั่วถึง ที่เรียกว่าตรัสรู้นั่นเอง เมื่อถึงกาลอันควรจากไป ทรงลาขันธ์ที่เคยอาศัยเป็นเครื่องมือบำเพ็ญความดีมาจนถึงขั้นสมบูรณ์เต็มที่ แล้วจากไปแบบ “สุคโต” สมเป็นศาสดาของโลกทั้งสาม ไม่มีที่น่าตำหนิแม้นิดเดียว ก่อนเสด็จจากไปโดยพระกายที่หมดหนทางเยียวยา ก็ได้ประทานพระธรรมไว้เป็นองค์แทนศาสดา ซึ่งเป็นที่น่ากราบไหว้บูชาคู่พึ่งเป็นพึ่งตายถวายชีวิตจริงๆ เราทั้งหลายต่างเกิดมาด้วยวาสนา มีบุญพอเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มภูมิดังที่ทราบอยู่แก่ใจแต่อย่าลืมตัวลืมวาสนาของตัว โดยลืมสร้างคุณงามความดีเสริมต่อภพชาติของเรา ที่เคยเป็นมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงและกลับกลายหายไปชาติต่ำทรามที่ไม่ปรารถนาจะกลายมาเป็นตัวเราเข้าแล้วแก้ไม่ตก ความสูงศักดิ์ ความต่ำทราม ความสุข ทุกขั้นจนถึงบรมสุข และความทุกข์ทุกขั้นจนเข้าขั้นมหันตทุกข์เหล่านี้ มีได้กับทุกคนตลอดสัตว์ถ้าตนเองทำให้มี อย่าเข้าใจว่าจะมีได้ เฉพาะผู้กำลังเสวยอยู่เท่านั้นโดยผู้อื่นมีไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติกลาง แต่กลับกลาย มาเป็นสมบัติจำเพาะของผู้ผลิตผู้ทำได้ ฉะนั้น ท่านจึงสอนไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน เมื่อเห็นเขาตกทุกข์หรือกำลังจนจนน่าทุเรศ เราอาจมีเวลาเป็นเช่นนั้น หรือยิ่งกว่านั้นก็ได้ เมื่อถึงวาระเข้าจริงๆ ไม่มีใครมีอำนาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะกรรมดีกรรมชั่วเรามีทางสร้างได้เช่น เดียวกับผู้อื่น จึงมีทางเป็นได้เช่นเดียวกับผู้อื่น และผู้อื่นก็มีทางเป็นได้เช่นที่เราเป็นและเคยเป็น ศาสนาจึงเป็นหลักวิชาตรวจตราดูตัวเองและผู้อื่นได้อย่างแม่นยำ และเป็นวิชาเครื่องเลือกเฟ้นได้อย่างดีเยี่ยม ไม่มีวิชาใดในโลกเสมอเหมือน นับแต่บวชและปฏิบัติมาอย่างเต็มกำลังจนถึงวันนี้ มิได้ลดละการตรวจตราเลือกเฟ้นสิ่งดีชั่วที่มีและเกิดอยู่กับตนทุกระยะ มีใจเป็นตัวการพาสร้างกรรมประเภทต่างๆ จนเห็นได้ชัดว่า กรรมมีอยู่กับผู้ทำ มีใจเป็นต้นเหตุของกรรมทั้งมวล ไม่มีทางสงสัย ผู้สงสัยกรรมหรือไม่เชื่อกรรมว่ามีผล คือคนลืมตนจนกลายเป็นผู้มืดบอดอย่างช่วยอะไรไม่ได้ คนประเภทนั้น แม้เขาจะเกิดและได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่มาเป็นอย่างดี เหมือนโลกทั้งหลายก็ตาม เขามองไม่เห็นคุณของพ่อแม่ว่าผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูตนมาอย่างไรบ้าง แต่เขาจะมองเห็นเฉพาะร่างกายเขาที่เป็นคนซึ่งกำลังรกโลกอยู่โดยเจ้าตัวไม่รู้เท่านั้น ไม่สนใจคิดว่าเขาเกิดและเติบโตมาจากท่านทั้งสอง ซึ่งเป็นแรงหนุนร่างกายให้เป็นอยู่ตามกาลของมัน การทำเพื่อร่างกาย ถ้าไม่จัดว่าเป็นกรรมคือการทำจะควรจัดว่าอะไร สิ่งที่ร่างกายได้รับมาเป็นประจำ ถ้าไม่เรียกว่าผล จะเรียกว่าอะไรจึงจะถูกตามความจริง ดี ชั่ว สุข ทุกข์ ที่สัตว์ทั่วโลกได้รับกันมาตลอดสาย ถ้าไม่มีแรงหนุนเป็นต้นเหตุอยู่แล้วจะเป็นมาได้ด้วยอะไร ใจอยู่เฉยๆ ไม่คะนองคิดในลักษณะต่างๆ อันเป็นทางมาแห่งดีและชั่ว คนเราจะกินยาตายหรือฆ่าตัวตายได้ด้วยอะไรสาเหตุแสดงอยู่เต็มใจที่เรียกว่าตัวกรรมแล ทำคนจนถึงตายยังไม่ทราบว่าตนทำกรรมแล้ว ถ้าจะไม่เรียกว่ามืดบอด จะควรเรียกว่าอะไร กรรมอยู่กับตัวและตัวทำกรรมอยู่ทุกขณะ ผลก็เกิดอยู่ทุกเวลา ยังสงสัยหรือ ไม่เชื่อกรรมว่ามี และให้ผลแล้วก็สุดหนทาง ถ้ากรรมวิ่งตามคนเหมือนสุนัขวิ่งตามเจ้าของ เขาก็เรียกว่าสุนัขเท่านั้นเอง ไม่เรียกว่ากรรม นี่กรรมไม่ใช่สุนัข แต่คือการกระทำดีชั่ว ทางกายวาจาใจต่างหาก ผลจริงคือความสุขทุกข์ที่ได้รับกันอยู่ทั่วโลก กระทั่งสัตว์ผู้ ไม่รู้จักกรรม รู้แต่กระทำคือหาอยู่หากิน ที่ทางศาสนาเรียกว่ากรรมของสัตว์ของบุคคล และผลกรรมของสัตว์ของบุคคล"

ฉากที่ ๕ · SCENE 05 / 12 วัดสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร

สุบินนิมิต

ความฝันอันเป็นมงคล นิมิตเห็นปราสาททองคำและตาปะขาวผู้ชี้ทางแห่งการหลุดพ้น

ภาพรวมจิตรกรรมติดเสาเจดีย์ ฉากที่ ๕ สุบินนิมิต
จิตรกรรมฝาผนังฉากเต็ม (ประดิษฐาน ณ เสาพระมหาเจดีย์ชั้น ๓) คลิกดูภาพขยาย
ภาพรายละเอียดจิตรกรรมประจำฉาก (18 ภาพ)
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม

ตั้งจิตอธิษฐาน

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ตั้งสัจจอธิษฐาน

00:00 --:--

"เรายังไม่ลืมนะคำสัตยาธิษฐานของเราที่ตั้งก่อนตอนพรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทาง เราเอาอย่างเร็วขนาดนั้นนะ เพราะถ้าเป็นผลไม้ก็เรียกว่ามันจะหล่นอยู่แล้ว คือจะออกอยู่แล้ว กลางคืนตั้งสัจอธิษฐานหากว่าข้าพเจ้าออก ๑) ข้าพเจ้าออกได้ด้วย และออกไปแล้วปฏิบัติธรรมถึงความมุ่งหมายที่เราได้ปรารถนาไว้หนึ่ง ขอให้นิมิตในทางฝันก็ตาม หรือจะรู้ในทางด้านภาวนาก็ตาม ให้เป็นของอัศจรรย์ เราเอาความอัศจรรย์ในนิมิต จะเป็นความฝันก็ตาม จะรู้ด้วยทางภาวนาก็ตาม เรายอมรับทั้งสองอย่าง เพราะเราภาวนาอยู่ทุกวันไม่เคยละเรียนหนังสืออยู่ก็ดี ๒) ถ้าออก-ออกได้ คือว่าออกจากทางเรียนที่ผู้ใหญ่บังคับไว้นี้ได้ แต่ไม่เกิดผลอะไร ก็ให้แสดงนิมิตแบบนั้น แบบออกได้แต่ไม่มีผลให้เห็นได้อย่างชัด ๆ ๓) ออกไม่ได้ด้วยและไม่มีผลอะไรด้วย ก็ให้เห็นอย่างชัด ๆ ๓ ข้อด้วยกันตั้งสัจอธิษฐาน...

พระบัวนอนนิมิตเหาะรอบเมืองทองคำ
นิมิตเมืองทองคำ

...เวลาไหว้พระสวดมนต์เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ตั้งสัจอธิษฐานอย่างนี้ แล้วก็นั่งภาวนาพอสมควร ก็ไม่รู้อะไรไม่เห็นอะไร นอน อยู่วัดบรมนิวาสลืมเมื่อไร มันก็ ๖ ทุ่มแล้วแหละ นอนลงไป ประมาณสักตี ๔ นี่มันฝันอะไรพิสดาร โอ้โฮ อัศจรรย์จนกระทั่งทุกวันนี้ความฝันน่ะ พอหลับลงไป แต่ฝันตอนจวนสว่างคือตอนตี ๔ ปรากฏว่าเหาะขึ้นอากาศโน่น เหาะรอบพระนครหลวง แต่ไม่ใช่นครหลวงกรุงเทพฯ เรานะ นครอะไรแปลกอัศจรรย์ เหมือนนครเทพ เหมือนเทวสถาน เราเหาะรอบพระนคร ๓ รอบ พระนครนี้มองสุดสายหูสายตา มองลงไปตึกรามบ้านช่องเป็นเหมือนหอปราสาท ประดับด้วยทองคำด้วยเพชรด้วยพลอยอะไรอย่างนั้น แพรวพราวไปหมดอัศจรรย์จนกระทั่งทุกวันนี้นะ โอ้โฮ เมืองอะไรถึงเป็นอย่างนี้ มันไม่ใช่มุงหรือปลูกสร้างกันด้วยวัตถุต่าง ๆ เหมือนมนุษย์ทั้งหลายสร้างกัน เช่นด้วยอิฐด้วยปูนด้วยไม้ด้วยดินเผาอะไรเหล่านี้ มันไม่มีอย่างนั้นนี่ มองลงไปมันเป็นทองเหลืองอร่ามไปหมดเลย แพรวพราวอัศจรรย์ เหาะไปเรื่อยชมเรื่อย เหาะรอบพระนคร ๓ รอบนี้เกิดความอัศจรรย์จนถึงใจเหมือนกัน เพลิน ถึง ๓ รอบแล้วก็ลง พอลงมาถึงที่กึ๊กรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา มันก็คงจะเริ่มตั้งแต่ตี ๓ ฝันนี่นะ รู้สึกตัวขึ้นมาก็เป็นตี ๔ เวลาตี ๔ พอดี โอ้โห มีความกระหยิ่มเต็มที่ อย่างไรก็สำเร็จตามความมุ่งหมายไม่สงสัยความฝันนี้ เราได้ตั้งเป็นสัตยาธิษฐานอย่างเต็มที่แล้ว จิตแน่วแน่ที่สุดในขณะที่ตั้งสัตยาธิษฐาน ไม่ได้วอกแวกคลอนแคลนเลย เราแน่ใจอย่างไรเรา ๑) เราต้องได้ออก ๒) ออกแล้วเราต้องสำเร็จตามความมุ่งหมายของเราโดยไม่สงสัย พอตื่นเช้ามาแล้วมีความดีใจภูมิใจ โอ้โห เย็นไปหมดวันนั้น พอฉันเสร็จแล้วก็ไปกราบลาสมเด็จองค์เก่า สมเด็จฯ ติสฺโส อ้วน วัดบรมนิวาส เอ้อ เจ้าจะไปก็ดีให้ไปช่วยที่วัดสุทธจินดาหน่อยนะว่างั้น เกล้าฯก็จะไปทางโน้นแหละก็ว่างั้น เราจะไปทางโน้นต่างหากแต่เราไม่ได้หวังจะช่วย ก็เพื่อให้ท่านเปิดโอกาส เกล้าฯก็จะไปทางโน้นแหละ เอ้อไปได้ ว่างั้นเราก็เตรียมตัวออกเดินทางในวันนั้นเลย ขึ้นรถมานอนโคราช แล้วก็เลยไปจำพรรษาที่จักราช ปีนั้นไปจำพรรษาที่อำเภอจักราช"

นิมิตตาปะขาว
พระบัวนั่งสมาธิได้นิมิตตาปะขาว

นิมิตตาป ะขาว

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ตาปะขาว

00:00 --:--

"นี่ก็มีเพื่อนองค์หนึ่งนะ เราก็ระลึกถึงคุณท่านไม่ลืม คืออันใดที่เป็นอยู่ภายในจิตของเราเราจะรู้ภายในจิต ไม่บอกใคร เช่นอย่างภาวนาอยู่พอจิตรวมลงไปสงบลงไปมีตาปะขาวมา เดินมายืนตรงหน้า ทั้งๆ ที่จิตรวมนะ มันออกมาแสดงภาพตาปะขาวมา มาก็มายืนตรงหน้าเรานับข้อมือ หก เจ็ด แปด พอข้อมือที่เก้าปั๊บแล้วมองมาหาเรา ทางนี้ก็รู้รับกันปั๊บเลยว่า ๙ ปีสำเร็จ สำเร็จมันมีอยู่สองแง่ ๙ ปีตั้งแต่บวชมาถึงวันสำเร็จเป็นเวลา ๙ ปี อีกอันหนึ่งตั้งแต่ออกปฏิบัติ ๙ ปี จึงสำเร็จ มาถึง ๙ ปีจิตยุ่งเหมือนไฟเผาหัวอก โอ๊ย มันจะสำเร็จอะไร ๙ ปี ตอนที่เป็นนั้นก็พรรษา ๗ ออกปฏิบัติทีแรก มาถึงพรรษา ๙ มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร ไฟเผาหัวอก โอ๊ ไม่ใช่ละพรรษา ๙ นี่นะ ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่ปฏิบัตินี้เอา ๙ พรรษานั้นแหละ ตัดสินกันตรงนั้นตามความรู้อันนี้ พอออกพรรษาแล้วยังไม่สำเร็จ แต่จิตละเอียดมากนะ หากไม่สำเร็จ เลยมีเพื่อน คำว่าเพื่อนนี่หมายถึงผู้ฝากความคิดจิตใจ พึ่งเป็นพึ่งตายกันจริงๆ ไม่ใช่ไปเล่าให้พระฟังสุ่มสี่สุ่มห้านะ พระสุ่มสี่สุ่มห้าไม่รู้เรื่องอย่างนี้ ต้องผู้ปฏิบัติด้วยกัน เคยคุยกันมาแล้ว ตอนนั้นออกพรรษาแล้ว จิตมันละเอียดมาก แต่มันยังไม่สำเร็จซิ ก็เลยเอาทีนี้ผมจะเล่าความโง่ให้ท่านฟัง เป็นอย่างไรเล่าซิ ก็นี้ภาวนาบอกว่า ๙ ปี สำเร็จ ผมก็ดำเนินมา ๙ ปีตั้งแต่บวชมา แล้วเป็น ๙ ปีสำเร็จ หรือว่าเป็นอย่างไร ทีนี้ ๙ ปีนั้นบวชมาจิตเป็นไฟมันไม่ได้เรื่อง ทีนี้ ๙ ปีนี้ออกพรรษาแล้วในวันนี้จิตละเอียดก็จริง แต่มันยังเราก็บอกว่ายัง ไม่สำเร็จ นี่ออกพรรษาแล้ววันนี้มันยังไม่สำเร็จ ท่านองค์นั้นท่านก็ดีท่านแก้ให้ เราไม่ลืมคุณท่านนะ โอ๊ย ไม่ใช่อย่างนี้ คำว่า ๙ ปี พอออกพรรษาปั๊บเป็น ๙ ปี พรรษานี้ต้องไปชนพรรษาหน้าซิ ท่านว่าอย่างนั้น เป็นเวลาที่จะบำเพ็ญและบรรลุธรรมได้สบายๆ จากนี้ไปอีกถึงพรรษาหน้าถ้าเข้าพรรษาปั๊บเมื่อไรแล้วคำว่า ๙ ปีก็สิ้นสุดลง เหอ อย่างนั้นเหรอ เอาอีก ฟาดทีนี้เดือนหก แน่ะเราก็ไม่ลืมนะ ดังที่ว่าวันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ นั่นละไปลงกันจุดนั้นเป็น ๙ ปี ยังไม่เข้าพรรษา เดือนหก เราก็ไม่ลืม ก็เป็นจริงๆ เออใช่ ใช้ได้ ไม่สงสัยเป็นจริงๆ ใน ๙ ปีนั้น มันหากเป็นในจิต ถ้ามันเป็นในใจแล้วจะไม่เล่าให้ใครฟังนะ เราจะเก็บของเราจนกระทั่งมันหมดวิสัยของตัวเองแล้วควรจะระบายให้ใครฟังเพื่อความช่วยเหลือกันเราก็เล่า อย่างที่เล่าให้พระเพื่อนกันฟัง ที่ว่า ๙ ปีสำเร็จ นี่มันออกพรรษาแล้วมันยังไม่สำเร็จ ว่าอย่างไร จิตนี่ยอมรับว่าละเอียดแต่มันยังไม่สำเร็จ โอ๋ ก็มันพึ่งออกพรรษา มันต้องเอาตั้งแต่นี้ไปถึงชนพรรษาหน้าซิ ท่านพูดนะ เป็นเวลาที่ทำความเพียรได้ตลอด สำเร็จได้สบาย เวลานี้มันพึ่งออกพรรษา จนกระทั่งเข้าพรรษาหน้า ๙ ปีถึงจะหมดไป เหอ อย่างนั้นเหรอ ซัดอีก พอดีไปถึงเดือนหกไม่ถึงวันเข้าพรรษา ขาดสะบั้น เป็นอย่างนั้นละ"

ฉากที่ ๖ · SCENE 06 / 12 พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ · วัดป่าบ้านโคก อ.พรรณานิคม

ถวายชีวิตหลวงปู่มั่น

มอบกายถวายชีวิตเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ณ วัดป่าโนนนิเวศน์ และบ้านโคก

ภาพรวมจิตรกรรมติดเสาเจดีย์ ฉากที่ ๖ ถวายชีวิตหลวงปู่มั่น
จิตรกรรมฝาผนังฉากเต็ม (ประดิษฐาน ณ เสาพระมหาเจดีย์ชั้น ๓) คลิกดูภาพขยาย
ภาพรายละเอียดจิตรกรรมประจำฉาก (18 ภาพ)
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม

จิตเสื่อมเพราะทำกลด

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ทำกลดจิตเสื่อม

00:00 --:--

"ออกมาก็เร่ง มาทีแรกก็มาจำพรรษาโคราช อำเภอจักราช เพราะตามท่านอาจารย์มั่นไม่ทัน ก็เร่งความเพียรตั้งแต่มาถึงทีแรก ไม่นานจิตก็ได้ความสงบ เพราะทำทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมทำงานอะไรทั้งนั้นนอกจากงานสมาธิภาวนาเดินจงกรมอย่างเดียว ตามประสาของคนล้มลุกคลุกคลานนั่นแหละ จิตมันก็สงบได้ ก็เร่งใหญ่เลย แต่ก็ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้ว มันก็มาเสื่อมตอนทำกลด ตอนนั้นสมาธิไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะ แน่นปึ๋งเลยเทียว แน่ใจว่ามรรคผลนิพพานมีแล้วเพราะจิตมันแน่นปึ๋ง ไม่สะทกสะท้านกับอะไร"

ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ฝากตัวหลวงปู่มั่น

00:00 --:--

"ไปหาท่านแหละ ไปกลางคืน ไปเดินซุ่มซ่ามๆ ไปก็ดู เราพิจารณาดูสถานที่อยู่ของท่าน เข้าไปกุฏิ ท่านเดินจงกรมอยู่ข้างศาลาเล็กๆ เราไม่เห็น เดินซุ่มซ่ามๆ ไปกลางคืน ขบขันดีนะ ไปก็ไปดูศาลา เป็นศาลากรรมฐาน เฉพาะหลวงปู่มั่นเรานี้รู้สึกจะเล็กไปสักหน่อยหนึ่ง เพราะนามของท่านกระเดื่องทั่วประเทศไทย แต่เพราะท่านมาพักใหม่ ศาลาหลังเล็กๆ เราก็ดู ถ้าว่าเป็นกุฏิก็จะใหญ่ไปสักหน่อย ถ้าเป็นศาลาก็จะเล็กไป ไปยืนดู ท่านเดินจงกรมอยู่นี่ข้างๆ ใครมานี่ ท่านว่าอย่างนั้นนะ บอกว่ากระผม พอว่ากระผมแล้วเสียงลั่นเลย นั่นเห็นไหมธรรม คือเงียบๆ ไม่ใช่เงียบๆ อะไรนะ ถ้าท่านเดินจงกรมเงียบ วัดเหมือนวัดร้าง กฎระเบียบของท่านผู้จะครองอรรถครองธรรมเข้าสู่ใจเป็นอย่างนั้น นี่นำเรื่องคติอันดีมาเล่าให้พี่น้องทั้งหลายฟัง พระ 8 องค์ 9 องค์เหมือนวัดร้าง มืดนะนั่น ท่านกำลังเดินจงกรม พ่อแม่ครูจารย์เองก็เดินอยู่นี่ ท่านว่าใครมานี่ บอกกระผม พอว่ากระผม อันว่าผมๆ ตั้งแต่คนหัวล้านมันก็มีผม ท่านว่า เสียงลั่นขึ้นเลย ตั้งแต่คนหัวล้านมันก็ยังมีผมตรงที่มันไม่ล้าน เอา แย้งซิ ตรงที่มันไม่ล้านมันมีผมจริงๆ ใช่ไหม ตั้งแต่คนหัวล้านมันก็มีผม เสียงดังขึ้นเลย พระเดินจงกรมอยู่ เสียงลั่นขึ้นพระก็หลั่งไหลมา เราก็บอกว่ากระผมชื่อพระมหาบัว เอ้อ ก็ว่าอย่างนั้นซี นี่ผมๆ ท่านแหย่เอาด้วยนะ ตั้งแต่เด็กมันก็มีผม เอาอีกแหละ โอ้ ถึงใจนะ แทนที่เป็นผลลบไม่นะ เป็นผลบวก สมกับเจตนาของเรามุ่งใส่ท่านอย่างแรงกล้า มุ่งมรรคผลนิพพานไม่ใช่มุ่งอะไร ท่านคือตลาดแห่งมรรคผลนิพพานพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไม่มีที่สงสัย คือพระอรหันต์สมัยปัจจุบันนั่นแหละพูดง่ายๆ ท่านพระอาจารย์มั่นคือพระอรหันต์ในสมัยปัจจุบัน จากนั้นก็เลยอยู่กับท่านมาตลอด ก็เดชะอยู่นะ ตั้งแต่ไปอยู่เป็นเวลา 8 ปีท่านก็ล่วงไป ถึงจะออกไปเที่ยวก็ไปใกล้ๆ แล้วกลับเข้ามา เรียกว่าบ้านเกิดบ้านตายของเราอยู่กับท่าน ถึงเวลาออกเที่ยวก็เที่ยว เป็นเวลา 8 ปี ท่านเมตตารับไว้ เรื่องกฎระเบียบนี้เรียบหมดเลย นั่นน่ะดูเอา ทีนี้เราไปดูทีแรกดูพระ เณรไม่มีนะมีแต่พระ ดูเหมือน 9 องค์ ออกมาศาลามององค์ไหนๆ เหมือนผ้าพับไว้ๆ ประหนึ่งว่าพระเหล่านี้ท่านเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด เพราะเชื่อหลักใหญ่ได้แก่พ่อแม่ครูจารย์มั่น เราชี้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยว่าคือพระอรหันต์ ทีนี้มองดูพระที่ลงมาศาลาตอนเช้าครั้งแรกนะนี่ มองดูองค์ไหนเหมือนผ้าพับไว้ๆ เรียบไปหมดเลย เราก็ดู โอ้ พระเหล่านี้ท่านเป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้วเหรอ ก็มีพระโกโรโกโสแต่เราองค์เดียวเท่านี้หรือที่มาขวางวัดอยู่นี่น่ะ นึกในใจนะ ท่านเรียบขนาดนั้นละ เป็นผ้าพับไว้หมดเลย จนกระทั่งว่า เอ้อ พระเหล่านี้ท่านเป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้วเหรอ จะเป็นพระเทวทัตขวางโลกขวางศาสนาแต่เราองค์เดียวนี้เหรอ นึกในใจนะ ครั้นอยู่ไปๆ ก็ค่อยรู้เรื่องรู้ราวกันไป นี่พูดถึงเรื่องความเรียบร้อย ทุกสิ่งทุกอย่างงามหูงามตาไปหมด นั่นละผู้ใหญ่เป็นธรรมเป็นอย่างนั้นละ"

นิมิตลอดกอไผ่ - ข้ามมหาสมุทร

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

นิมิตลอดกอไผ่

00:00 --:--

"ไปอยู่กับท่านได้ประมาณสัก 4-5 คืนเท่านั้นกระมัง ความฝันนี้ก็เป็นความฝันเรื่องอัศจรรย์เหมือนกัน ฝันว่าสะพายบาตร แบกกลด ครองผ้าด้วยดีไปตามทางอันรกชัฏ สองฟากทางแยกไปไหนไม่ได้มีแต่ขวากแต่หนามเต็มไปหมด นอกจากจะพยายามไปตามทางที่เป็นเพียงด่านๆ ไปอย่างนั้นแหละ รกรุงรัง หากพอรู้เงื่อนพอเป็นแถวทางไป พอไปถึงที่แห่งหนึ่งก็มีกอไผ่หนาๆ ล้มทับขวางทางไว้ หาทางไปไม่ได้ จะไปทางไหนก็ไปไม่ได้ มองดูสองฟากทางก็ไม่มีทางไป เอ นี่เราจะไปยังไงนา เสาะที่นั่นเสาะที่นี่ไปก็เลยเห็นช่อง ช่องที่ทางเดินไปตรงนั้นแหละ เป็นช่องนิดหน่อยพอที่จะบึกบึนไปให้หลวมตัวกับบาตรลูกหนึ่ง พอไปได้ เมื่อไม่มีทางไปจริงๆ ก็เปลื้องจีวรออก มันชัดขนาดนั้นนะความฝัน เหมือนเราไม่ได้ฝัน เปลื้องจีวรออกพับเก็บอย่างที่เราพับเก็บเอามาวางนี้แล เอาบาตรออกจากบ่าเจ้าของก็คืบคลานไป แล้วก็ดึงสายบาตรไปด้วย กลดก็ดึงไปไว้ที่พอเอื้อมถึง พอบืนไปได้ก็ลากบาตรไปด้วย ลากกลดไปด้วย แล้วก็ดึงจีวรไปด้วย บืนไปอยู่อย่างนั้นแหละยากแสนยาก พยายามบึกบึนกันอยู่นั้นเป็นเวลานาน พอดีเจ้าของก็พ้นไปได้ เดี๋ยวก็ค่อยดึงบาตรไป บาตรก็พ้นไปได้ แล้วก็ดึงกลดไป กลดก็พ้นไปได้ พยายามดึงจีวรไปจีวรก็พ้นไปได้ พอพ้นไปได้หมดแล้วก็ครองผ้า มันชัดขนาดนั้นนะความฝัน ครองจีวรแล้วก็สะพายบาตร นึกในใจว่าเราไปได้ละที่นี่ ก็ไปตามด่านนั้นแหละ ทางรกมาก พอไปประมาณสัก 1 เส้นเท่านั้น สะพายบาตร แบกกลด ครองจีวรไป ตามองไปข้างหน้าเป็นที่เวิ้งว้างหมด คือข้างหน้ามันเป็นมหาสมุทร มองไปฝั่งโน้นไม่มี เห็นแต่ฝั่งที่เจ้าของยืนอยู่เท่านั้น และมองเห็นเกาะหนึ่งอยู่โน้นไกลมาก มองสุดสายตาพอมองเห็นเป็นเกาะดำๆ นี่แหละ นี่เราจะไปเกาะนั้น พอเดินลงไปฝั่งนั้นเรือไม่ทราบมาจากไหน เราก็ไม่ได้กำหนดว่าเรือยนต์เรือแจวเรือพายอะไร เรือมาเทียบฝั่ง เราก็ขึ้นนั่งเรือ คนขับเรือเขาก็ไม่ได้พูดอะไรกับเรา พอลงไปนั่งเรือแล้วก็เอาบาตรเอาอะไรลงวางบนเรือ เรือก็บึ่งพาไปโน้นเลยนะโดยไม่ต้องบอก มันอะไรก็ไม่ทราบ บึ่งๆๆ ไปโน้นเลย ไม่รู้สึกว่ามีภัยมีอันตรายมีคลื่นอะไรทั้งนั้นแหละ ไปแบบเงียบๆ ครู่เดียวเท่านั้นก็ถึงเพราะเป็นความฝันนี่ พอไปถึงเกาะนั้นแล้ว เราก็ขนของออกจากเรือแล้วขึ้นบนฝั่ง เรือก็หายไปเลยไม่ได้พูดกันสักคำเดียวกับคนขับเรือ เราก็สะพายบาตรขึ้นไปบนเกาะนั้น พอปีนเขาขึ้นไปๆ ก็ไปเห็นท่านอาจารย์มั่นกำลังนั่งอยู่บนเขาบนเตียงเล็กๆ กำลังนั่งตำหมากจ๊อกๆ อยู่ พร้อมกับมองมาดูเราที่กำลังปีนเขาขึ้นไปหาท่าน อ้าว ท่านมหามาได้ยังไงนี่ ทางสายนี้ใครมาได้เมื่อไหร่ ท่านมหามาได้ยังไงกัน กระผมนั่งเรือมา ขึ้นเรือมา โอ้โฮ ทางนี้มันมายากนา ใครๆ ไม่กล้าเสี่ยงตายมากันหรอก เอ้า ถ้าอย่างนั้นตำหมากให้หน่อย ท่านก็ยื่นตะบันหมากให้ เราก็ตำจ๊อกๆๆ ได้ 2-3 จ๊อก เลยรู้สึกตัวตื่น แหม เสียใจมาก อยากจะฝันต่อไปอีกให้จบเรื่องก่อนค่อยตื่นก็ยังดี พอตื่นเช้ามาก็เลยไปเล่าความฝันให้ท่านฟัง ท่านพูดทำนายได้ดีมาก เอ้อ ที่ฝันนี้เป็นมงคลอย่างยิ่งแล้วนะ นี้เป็นแบบเป็นฉบับในปฏิปทาของท่านไม่เคลื่อนคลาดนะ ให้ท่านดำเนินตามปฏิปทาที่ท่านฝันนี้ เบื้องต้นจะยากลำบากที่สุดนะ ท่านว่าอย่างนั้น ท่านต้องเอาให้ดี ท่านอย่าท้อถอย เบื้องต้นนี้ลำบาก ดูท่านลอดกอไผ่มาทั้งกอ นั่นแหละลำบากมากตรงนั้น เอาให้ดีอย่าถอยหลังเป็นอันขาด พอพ้นจากนั้นไปแล้วก็เวิ้งว้างไปได้สบายจนถึงเกาะ ท่านว่าอย่างนั้น อันนั้นไม่ยาก ตรงนี่ตรงยากนา เราฟัง เราฟังจริงๆ นี่มันถึงใจๆ เป็นกับตายท่านอย่าถอยตรงนี้ ครั้งแรกนี้ยากที่สุด พอดีกับตอนจิตเจริญจิตเสื่อม ตอนนั้นแหละมันยากจนจะเอาหัวฟาดใส่ภูเขาไปโน้นแน่ะ มันโมโห เจริญแล้วก็เสื่อมๆ ท่านก็แนะไว้อย่างนั้น พอพ้นจากนี้แล้วท่านจะไปด้วยความสะดวกสบายไม่มีอุปสรรคอันใดเลย มีเท่านั้นแหละ เบื้องต้นเอาให้ดีอย่าถอยนะ ท่านว่าอย่างนี้ ถ้าถอยตรงนี้ไปไม่ได้นะ เอ้า เป็นก็เป็นกัน ตายก็ตาย ฟาดมันให้ได้ตรงนี้น่ะ ในนิมิตบอกแล้วว่าไปได้นี่ มันจะยากแค่ไหนมันก็ไปได้นี่ อย่าถอยนะ จำได้ฝังใจ ดีใจพอใจ ถึงได้ดำเนินตามนั้นเรื่อยมา"

ฉากที่ ๗ · SCENE 07 / 12 วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

เร่งความเพียร

บำเพ็ญภาวนาหามรุ่งหามค่ำ นั่งสมาธิข้ามคืนจนก้นแตก ละวางขันธ์ ๕ เอาชีวิตเข้าแลกธรรม

ภาพรวมจิตรกรรมติดเสาเจดีย์ ฉากที่ ๗ เร่งความเพียร
จิตรกรรมฝาผนังฉากเต็ม (ประดิษฐาน ณ เสาพระมหาเจดีย์ชั้น ๓) คลิกดูภาพขยาย
ภาพรายละเอียดจิตรกรรมประจำฉาก (18 ภาพ)
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม

นั่งภาวนาตลอดรุ่ง

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

นั่งภาวนาก้นแตก

00:00 --:--

"นี่เอาความจริงมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง นี่ละฟัดกับกิเลสเอาถึงขนาดนั้น นั่งก็นั่งตลอดรุ่งๆ จนกระทั่งก้นแตกๆ ฟังซิน่ะ เคยมีที่ไหน เห็นแต่หมอนแตกเสื่อแตก เสื่อขาด นั่งภาวนาตลอดรุ่งๆ จนก้นแตกไม่เห็นมีที่ไหน นี่เราทำมาแล้วจึงได้มาสอนพี่น้องทั้งหลายฟัง นั่งเก้าคืนสิบคืน แต่ไม่ได้ติดกันนะ เว้นสองคืนบ้างสามคืนบ้าง นั่งทีแรกออกร้อนก้น คืนต่อไปมันก็พอง จากพองก็แตก จากแตกก็เลอะ เอาเลอะก็เลอะก้นแตก กิเลสยังไม่แตกยังไม่ถอย ซัดกันเสียจนใหญ่โตทีเดียว จนพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นนี่ละ เราจึงกราบสุดหัวใจเรานะ ทุกอย่างท่านเป็นผู้กระตุก ท่านเป็นผู้ไสเรานะ เราไม่ได้ลืม ท่านกระตุกตรงไหนแม่นยำๆ ท่านรั้งก็แม่นยำ นี่ละเวลานั่งภาวนาคืนแรกได้ความอัศจรรย์ขึ้นมา นั่งตลอดรุ่ง นี่ฟังนะพี่น้องทั้งหลาย ที่นำมาสอนโลกเวลานี้ เราไม่ได้เอาเหยาะแหยะๆ หลอกๆ ลวงๆ มาสอนพี่น้องทั้งหลาย เราเอามาจากความจริงจังของเราที่ได้ปฏิบัติมาแล้ว ด้วยความสัตย์ความจริงของเรา นั่งตลอดรุ่งนี้จิตเวลามันเป็นทุกข์ ที่เรานั่งอยู่นี่เหมือนหัวตอนะ ทุกขเวทนาที่มันโหมในร่างกายเข้านี่เหมือนไฟไหม้หัวตอ ไม่ถอย จิตกับสติปัญญาหมุนติ้วๆ แยกทุกข์ แยกกาย แยกเวทนา แยกจิต พิจารณาหมุนติ้วๆ ทุกข์มากเท่าไรการพิจารณา สติปัญญายิ่งหมุนติ้วๆ จนกระทั่งมันรอบกันแล้วมันก็ลง ทีนี้เวลาจิตลงแล้วจ้าเลยทีเดียว นั่นเห็นไหมล่ะ จิตดวงนี้ละ ดวงกระวนกระวายเป็นไฟไหม้หัวตออยู่นั่นละ เวลาสติปัญญาออกทำงานไม่หยุดไม่ถอย ด้วยความทุกข์นี้มันทุกข์มาก สติปัญญาจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ทนเฉยๆ ไม่ได้ ต้องด้วยการต่อสู้พิจารณาทางด้านสติปัญญา จนกระทั่งมันรอบแล้วจิตก็ลงผึงเลยเชียวนะ พอลงผึงมันสว่างจ้าขึ้นมาเลย เกิดความอัศจรรย์ นี่เป็นคืนแรก พอคืนที่สองมานี้เรื่องความตายแต่ก่อนอย่างไรก็สู้กันถึงขั้นตาย พอต่อมาได้สักขีพยานนี้เรื่องความตายไม่มีความหมายยิ่งกว่าธรรมอันเลิศเลอที่เราได้เจอแล้ว จะเอาอันนั้นให้ได้ๆ ได้ทุกคืน นั่งเก้าคืนสิบคืน เว้นคืนหนึ่งสองคืนบ้าง ได้ทุกคืนไม่มีพลาด ลงจ้า นั่นละพอจิตได้เป็นของอัศจรรย์ขึ้นหาหลวงปู่มั่นท่าน แต่ก่อนขึ้นไปหาท่านก็เหมือนลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายขึ้นไปหาครูบาอาจารย์ เหมือนผ้าพับไว้นะ เรียบร้อยทุกอย่าง เราก็เป็นเหมือนพระทั้งหลายนั่นละ แต่เวลามันรู้มันเห็นภายในใจมันเกิดความกล้าหาญชาญชัยภายในใจ ขึ้นไปก็ใส่ผางเลยทีเดียว เรื่องนั่งภาวนาเป็นอย่างนั้นๆ เหมือนแชมเปี้ยนซัดกันบนเวทีเอากับท่าน ท่านก็นั่งนิ่งเลยละ ท่านฟังทุกกิทุกกีนะนั่นที่เราเล่าให้ฟัง เป็นอย่างไรๆ เล่าถวายท่าน ถึงพริกถึงขิง ถึงพริกถึงขิงในการต่อสู้ของตัวเองตลอดถึงผลที่เกิดขึ้นเป็นความสว่างไสวขึ้นมา พอจบลงแล้วเราก็นิ่งคอยฟังที่ท่านจะประทานโอวาทให้เรา เราหมอบฟัง คอยจะฟังคำแนะของท่าน พอเสร็จแล้ว “เอ้อมันต้องอย่างนั้น” ขึ้นเลย ท่านก็เด็ดของท่านเหมือนกันนะ เอ้อเอาอย่างนี้ละ ทีนี้ได้หลักแล้ว อย่าปล่อยนะ อัตภาพนี้มันไม่ตายถึงห้าหนแหละ มันตายเพียงหนเดียวเท่านั้นละ นี้ได้หลักแล้วเอาเลยนะ โอ๋ยทางนี้ก็เหมือนหมานั่นนะ พอถูกเจ้าของยุเห็นใบไม้สดใบไม้แห้งล่วงผ่านหน้าไม่ได้ นึกว่าข้าศึกศัตรู ทั้งจะเห่าจะกัด มันมีกำลังใจ นี่ละเริ่มต้น ท่านยกยอทีแรกท่านชมเชยทีแรก ครั้นต่อมาท่านสงบๆ ท่านยกยอให้นิดหน่อยๆ ครั้นต่อมาท่านนิ่ง พอสุดท้ายขึ้นไปละทีนี้นะ ขึ้นไปหาท่านนะ เขาฝึกม้าเขาฝึกอย่างไรกัน ม้าตัวใดมันผาดโผนโจนทะยานมากๆ พยศมากเขาต้องฝึกเอาอย่างหนัก ไม่ควรกินหญ้าไม่ให้กิน ไม่ควรกินน้ำไม่ให้กิน แต่การฝึกเอาอย่างหนักทีเดียว จนกระทั่งม้านี่ค่อยลดพยศลง การฝึกเขาก็ค่อยลดลงๆ เมื่อม้าตั้งหน้าทำงานตามเจ้าของฝึกแล้ว จนได้การได้งานแล้วการฝึกเช่นนั้นเขาก็หยุด ท่านพูดเพียงเท่านี้ท่านก็หยุดไปเลย ทีนี้เราเข้าใจแล้ว เรายังเสียดายอยู่อันหนึ่งว่า เมื่อเวลาม้าใช้การใช้งานได้แล้ววิธีการอย่างนั้นเขาก็หยุด เราอยากให้ท่านย้อนมาหาเรา ไอ้หมาตัวนี้มันฝึกตัวอย่างไรมันจึงไม่รู้จักประมาณ ความหมายว่าอย่างนั้น นี่คือท่านหักเรา กลัวเราจะผาดโผนมากเกินไป นี่คือว่าการฝึกจิตของเรา จิตเมื่อมันผาดโผนโจนทะยานเอาอย่างหนัก เมื่อมันลดลงๆ ได้หลักได้เกณฑ์ก็มาเล่าให้ท่านฟังหมดแล้ว เรียกว่าได้หลักได้เกณฑ์แล้วควรที่จะผ่อนผันสั้นยาวต่อการฝึกทรมานของตน ความหมายว่าอย่างนั้น แต่ท่านไม่ได้ว่านะ กลัวเราจะอ่อนเปียกนั่นเอง โอ้ยท่านฉลาดมาก ท่านพูดแต่ม้าเท่านั้นท่านก็หยุด แต่เรายังเสียดายอยากให้ท่านย้อนหลังมา ไอ้หมาตัวนี้มันฝึกอย่างไรจึงไม่รู้จักประมาณ เอาจนก้นแตกก้นเลอะ ท่านไม่ว่า เรายังเสียดายอยู่นะ"

ฉากที่ ๘ · SCENE 08 / 12 ภูเขาและป่าลึก แดนอีสาน

ก้าวเดินปัญญา

พิจารณากายและอสุภกัมมัฏฐาน เจาะทะลุความหลง ยึดมั่นคำสั่งสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น

ภาพรวมจิตรกรรมติดเสาเจดีย์ ฉากที่ ๘ ก้าวเดินปัญญา
จิตรกรรมฝาผนังฉากเต็ม (ประดิษฐาน ณ เสาพระมหาเจดีย์ชั้น ๓) คลิกดูภาพขยาย
ภาพรายละเอียดจิตรกรรมประจำฉาก (25 ภาพ)
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม

ติดสมาธิ ๕ ปี

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ติดสมาธิ

00:00 --:--

"ด้านปัญญาก็เหมือนกัน ทางสมาธิก็ไม่พอดี คือสมาธิมันเป็นจริงๆ นี่ แน่นเหมือนหินเลย สมาธิเต็มภูมิ ท่านถาม เป็นยังไงท่านมหาจิตสงบดีอยู่เหรอ สงบดีบอกตรงๆ เลยเรา ท่านก็ถามเรื่อย เราตอบท่านก็นิ่งไป ทีนี้พอถึงกาลอันควรแล้ว เป็นยังไงท่านมหาจิตสงบดีอยู่เหรอ สงบดีอยู่ ท่านจะนอนตายอยู่นั่นหรือขึ้นเลยที่นี่ สมาธิมันหมูขึ้นเขียง เอาแล้วนะใส่แล้ว สุขในสมาธิเท่ากับเนื้อติดฟัน เนื้อติดฟันมีความสุขยังไงบ้าง สุขในสมาธิก็เท่ากันนั่นละ ท่านทุ่มหมดเลยนะ สมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่ง ท่านยกสมาธินี้ทิ้งหนีหมดให้หาใหม่ สมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่งท่านรู้ไหม ท่านไม่ยอมรับเลยที่นี่ ท่านจะให้เอาอันใหม่ดีกว่านั้น ยังเถียงท่านว้อๆ นะ ถ้าสมาธิเป็นสมุทัยแล้วสัมมาสมาธิจะให้เดินที่ไหน สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าท่านรู้จักกาลเวลาการเข้าการออก นั่น สมาธินี้มันสมาธิหมูขึ้นเขียง นี่เหรอสมาธิที่เอามาอวดอยู่นี้น่ะ นั่นเห็นไหมท่านซัดเข้าเลย จากนั้นมันก็ออกทางด้านปัญญา ท่านไล่ออกทางด้านปัญญา แก้กิเลสแก้ด้วยปัญญาต่างหากนะไม่ได้แก้ด้วยสมาธิ สมาธินี้เป็นแต่ตีกิเลสเข้ามาให้มันรวมตัวสงบไม่เพ่นพ่าน แล้วออกทางด้านปัญญา ปัญญาเป็นเครื่องแก้กิเลส สมาธิไม่ได้แก้ นั่นเอาละนะ ทีนี้พอออกทางด้านปัญญาออกๆ ใหญ่เลยที่นี่ เพราะสมาธิมันพร้อมแล้ว พอออกทางด้านปัญญาฟาดนี้ไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน ขึ้นไปหาท่านอีก ที่พ่อแม่ครูจารย์ให้ออกทางด้านปัญญาเวลานี้มันออกแล้วนะ มันออกยังไงท่านว่า ก็มันไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืนเลยเราก็พูดตรงๆ เวลามันหมุนทางด้านปัญญามันหมุนจริงๆ นี่ นั่นละมันหลงสังขาร คือสังขารทางด้านปัญญาก็เป็นสังขาร ถ้าใช้ไม่รู้จักประมาณสังขารทางด้านปัญญามันเป็นสังขารสมุทัยได้ความหมายว่างั้น ให้พักผ่อนถึงกาลเวลาที่ควรจะพักสู่ความสงบก็ให้พัก แต่นี้มันไม่พัก หมุนทางด้านปัญญาตลอด ท่านก็เขกเอาอย่างนี้ละ มีแต่ท่านรั้งเอาไว้ละเรา"

พิจารณาอสุภะ

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

พิจารณาอสุภะ

00:00 --:--

"เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอสุภะกับจิตที่เต็มไปด้วยราคะความกำหนัดยินดี นี้เป็นของคู่ปรับหรือคู่เคียงกัน จิตมีราคะมากเพียงไรให้พิจารณาอสุภะอสุภังมากเพียงนั้นหนักเพียงนั้น จนกลายเป็นป่าช้าผีดิบขึ้นให้เห็นประจักษ์ใจ ราคะตัณหานั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เมื่อมองดูว่ามีแต่ปฏิกูลเต็มตัว ใครจะไปกำหนัดยินดีในปฏิกูล ใครจะไปกำหนัดยินดีในสิ่งที่ไม่สวยไม่งาม น่าอิดหนาระอาใจ นี่เป็นยาแก้ ยาระงับอสุภะอสุภังประการหนึ่ง ให้จิตสงบตัวลงไป เมื่อจิตได้พิจารณาอสุภะอสุภังหลายครั้งหลายหน จนเกิดความชำนิชำนาญ พิจารณาคล่องแคล่วว่องไวทั้งรูปภายนอกทั้งรูปภายใน จะพิจารณาให้เป็นอย่างไรก็เป็นได้ตามต้องการอย่างรวดเร็ว แล้วจิตก็จะรวมตัวเข้ามาสู่อสุภะภายใน แล้วจะเห็นโทษแห่งอสุภะที่ตนวาดภาพไว้นั้น ว่าเป็นเรื่องสัญญาประเภทหนึ่ง ทั้งสุภะทั้งอสุภะสองประเภทนี้ เป็นสัญญาคู่เคียงกันกับเรื่องของราคะ เมื่อพิจารณาได้เข้าใจทั้งสองเงื่อนนี้เต็มที่แล้ว คำว่าสุภะก็สลายตัวลงไปหาความหมายไม่ได้ คำว่าอสุภะก็สลายตัวลงไปหาความหมายไม่ได้ ผู้ที่ให้ความหมายว่าเป็นสุภะก็ดีอสุภะก็ดีก็คือใจ ก็คือสัญญา สัญญาก็รู้เท่าแล้วว่าเป็นตัวหมาย เห็นโทษแห่งตัวหมายนี้แล้ว ตัวหมายนี้ก็ไม่สามารถที่จะหมายออกไปได้ นั่น เมื่อเป็นเช่นนั้นจิตก็ปล่อยวางทั้งสุภะทั้งอสุภะคือทั้งสวยงามทั้งไม่สวยงาม โดยเห็นแต่เป็นเพียงตุ๊กตา เครื่องเล่นอันหนึ่งในขณะที่จิตยังไม่ชำนาญเท่านั้น เมื่อจิตชำนาญ รู้เงื่อนเหตุผลทั้งสองประการคือ สุภะอสุภะนี้แล้ว ยังสามารถมาย้อนทราบเรื่องความหมายของตนที่ออกไปปรุงแต่งว่า นั้นเป็นสุภะนั่นเป็นอสุภะอีกด้วย เมื่อทราบความหมายนี้อย่างชัดเจนแล้ว ความหมายอันนี้ก็ดับตัวลงไป และเห็นโทษแห่งความหมายนี้อย่างชัดเจนว่านี้คือตัวโทษ อสุภะไม่ใช่ตัวโทษ สุภะไม่ใช่ตัวโทษ ความสำคัญว่าเป็นสุภะอสุภะต่างหากเป็นตัวโทษ เป็นตัวหลอกลวงเป็นตัวให้ยึดถือ นั่น มันย่นเข้ามา นี่การพิจารณาย่นเข้ามาอย่างนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เราจะกำหนดสุภะหรืออสุภะก็ปรากฏขึ้นอยู่ที่จิต โดยไม่ต้องไปแสดงภายนอกเป็นเครื่องหลอกลวงอันไกลเกินไป เห็นปรากฏอยู่ภายในจิต ในขณะที่ปรากฏอยู่ภายในจิตนั้นก็ทราบแล้วว่า สัญญาตัวนี้หมายขึ้นมาได้แค่นี้ ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ แม้จะปรากฏขึ้นมาอยู่ภายก็ทราบได้ชัดว่า สภาพที่ปรากฏเป็นสุภะเป็นอสุภะนี้ก็เกิดขึ้นจากตัวสัญญาอีกเช่นเดียวกัน รู้ทั้งภาพที่ปรากฏขึ้นภายในใจ รู้ทั้งสัญญาที่หมายตัวขึ้นมาเป็นภาพภายในใจอีกด้วย สุดท้ายภาพภายในใจนี้ก็หายไป สัญญาคือความสำคัญความหมายขึ้นมานั้นก็ดับไป เราก็รู้ได้ชัดว่าเมื่อสัญญาตัวเคยหลอกลวงว่าเป็นสุภะอสุภะ หลอกให้หลงทั้งสองเงื่อนนี้ ดับไปแล้ว สัญญาก็ดับไปด้วย ก็ไม่มีอะไรจะมาหลอกใจ การพิจารณาอสุภะ พิจารณาอย่างนี้ตามหลักปฏิบัติ แต่เราจะไปหาในคัมภีร์ หาที่ไหนก็ไม่เจอ นอกจากหาความจริงคือในคัมภีร์ที่ใจ"

หลวงปู่มั่นป่วยครั้งสุดท้าย

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

หลวงปู่มั่นมรณภาพ

00:00 --:--

"พ่อแม่ครูจารย์มั่นเราท่านกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วอายุท่าน ท่านบอกว่า ๘๐ พูดอย่างเปิดเผย ในที่ประชุมสงฆ์วันลงปาฏิโมกข์ คือพระอยู่ในที่ต่างๆ ตามหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้ พอฉันจังหันเสร็จแล้วก็เดินทางมา บ่ายโมงเริ่มลงอุโบสถ ท่านพูดท่านเตือน ใครจะรีบตั้งใจให้ตั้งใจนะ หากเป็นอะไรมาภิกษุเฒ่าจะแก้ให้ การแก้จิตนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย อยู่ไม่นานนะ นี่ลงแล้วนะ ๘๐ เท่านั้น บางทีนับข้อมือ เวลานั้นอายุได้เท่านั้น นับต่อกันไปถึง ๘๐ นั่นท่านว่าอย่างนี้นะ มันนานอะไร ใครอย่ามานอนใจท่านบอก ฟังซิท่านแน่ไหมล่ะ บอกว่า ๘๐ แล้วบางทีท่านก็นับข้อมือ ไปถึง ๘๐ นั่นมันนานอะไร อย่ามาตายกองกันอยู่ด้วยความประมาทนะ คือตายกองกันด้วยความประมาทมันก็เหมือนสัตว์ทั้งหลายตาย ไม่ให้พระเป็นแบบสัตว์ทั้งหลาย ท่านก็บอกเลย การแก้จิตใจไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เอ้า ใครเป็นอะไรภิกษุเฒ่าจะแก้ให้ พูดถึงเรื่องจิตใจนี่ โอ๋ย แสดงกิริยาท่าทางไม่สะทกสะท้าน อาจหาญด้วยความเมตตา อยากให้ผู้มาศึกษาได้เข้าอกเข้าใจในธรรมที่ท่านแสดงมา เพราะฉะนั้นเวลาใครติดข้องแล้ว เอ้าให้ถามมาท่านว่า ภิกษุเฒ่าจะแก้ให้ บางทีก็บอกว่าอายุไม่นานนะ ไม่เลย ๘๐ ท่านบอกอยู่อย่างนั้น ผิดไปไหนล่ะ บอกอายุไม่เลย ๘๐ บางทีท่านก็นับข้อมือ อายุท่านเวลานั้นได้เท่านั้นแล้ว นับไปๆ ไม่เลย ๘๐ นะ พอถึง ๘๐ แน่ะมันจะนานอะไร ใครอย่าประมาท แน่ะเอาละนะ มาตายกองกันอยู่ด้วยความประมาทใช้ไม่ได้นะ สัตว์โลกตายกองกันอย่างนี้ทั่วโลกดินแดน เรามีอรรถมีธรรมอย่าให้ตายแบบนั้น นั่นฟังซิท่านว่า ตายแบบผู้มีสติสตัง สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับธรรมอยู่ตลอดเวลา นั่นไม่ตายเกลื่อนกล่น ไม่ตายกองกัน ตายแล้วดีดเลย พ่อแม่ครูจารย์ท่านพูดคำไหนผิดเมื่อไร เรียกว่าออกจากญาณหยั่งทราบจริงๆ พูดไม่สะทกสะท้าน เช่นอย่างว่า ๘๐ บอกพระเจ้าพระสงฆ์ที่มาลงอุโบสถมาจากที่ต่างๆ พอลงอุโบสถเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็เทศน์ละที่นี่ พอเลิกจากเทศน์แล้วต่างองค์ต่างกลับไปวัดที่พักของตนไม่ห่างนัก ประมาณสัก ๙ กิโล ๑๐ กิโล ๑๑-๑๒ กิโล เหล่านี้ท่านมาอุโบสถได้ พอฉันเสร็จท่านก็ออกเดินทาง บ่ายโมงเริ่มลงอุโบสถ หลังจากลงอุโบสถแล้วก็เทศน์ละที่นี่ เทศน์สอนพระ มีแต่ธรรมะล้วนๆ ธรรมะแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วๆ พุ่งๆ เลย ท่านพูดอะไรไม่เคลื่อนนะ อย่างว่า ๘๐ นี่ พูดอยู่เรื่อย เวลาประชุมพระลงปาฏิโมกข์นั่นละ ลงปาฏิโมกข์ครั้งละ ๕๐-๖๐ พระ พระมาลงปาฏิโมกข์ ปรกติอยู่ตามที่ต่างๆ ไม่ห่างไกลนัก ๓ กิโล ๔ กิโล ๕ กิโล ถึง ๑๑-๑๒ กิโลท่านมา แต่ก่อนอย่าไปถามหาเรื่องรถเรื่องรา ตั้งแต่ทางไปก็ยังจะไม่มีทางจะว่าไง ฉันเสร็จแล้วท่านก็มา ท่านเทศน์สอนพระรู้สึกว่าจะวันอุโบสถปาฏิโมกข์ วันปาฏิโมกข์เดือนหนึ่งสองครั้งท่านจะอบรมพระ นอกจากนั้นเวลามันก็ไม่พอ พระอยู่ที่ต่างๆ ถ้าวันอุโบสถนี่พระมา ท่านจะได้เทศน์วันอุโบสถเดือนหนึ่งสองครั้ง พอพูดอย่างนี้เราไม่ได้พูดยกยอตัวเองนะ พูดตามหลักความจริงเราไม่ลืม ก่อนจะไปก็กราบเรียนปรึกษาหารือท่าน เรื่องหน้าที่การงานอะไรในวัดนี้มีอะไรบ้าง ถ้าไม่มีท่านก็บอกว่าไม่มี ถ้าไม่มีก็อยากกราบนมัสการลาท่านไปประกอบความเพียรสักชั่วระยะหนึ่ง เราไม่ได้ว่าไปเตลิดนะ ไปต้องบอกชั่วระยะ เพราะท่านเมตตามาก เหมือนว่าในวัดนี้ไว้ใจให้ พอว่าจะไป จะไปทางไหน เราก็บอกว่าจะไปทางนั้นๆ พอเสร็จแล้วก็ออกเดินทาง ก่อนจะไปก็กราบเรียนท่านแล้ว วันมาฆะข้างหน้านี้จะไม่ได้มาร่วมมาฆะ เราว่างั้น เราไปวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ออกจากวัดไป เราไม่ลืมนะเพราะเกี่ยวโยงกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น จึงไม่ใช่เรื่องจะลืมเอาอย่างง่ายดาย ท่านก็พูดเป็นธรรมด้วย หยอกเล่นด้วย หยอกเล่นๆ ด้วยเมตตานะ คราวนี้จะไม่ได้มาร่วมอุโบสถเพราะไกลหน่อย เดินทั้งนั้นนี่ ท่านก็ถามไปทางไหนๆ ตอนนั้นเราไปวาริชภูมิ อำเภอวาริชภูมิไกลอยู่ จากโน้นมาต้องค้างคืนเดินทางมา ว่าจะไม่ได้มาร่วมอุโบสถ เอ้อ อุโบสถคนเดียว ภาวนาให้ดีนะ เวลาท่านจะหยอกเล่นก็หยอกเล่น นี่ละสำคัญตรงนี้ จุดสุดท้ายของท่านนะนั่น ทั้งๆ ที่ตกลงกันเรียบร้อยท่านเข้าใจเรียบร้อยแล้ว วันนั้นพอขึ้นตอนเช้าเดือนสามเพ็ญ สี่โมงห้าโมงเริ่มถามแล้วนะ ท่านไม่ได้ถามธรรมดา ท่านมหามาถึงหรือยัง ว่ามาถึงหรือยัง ทั้งๆ ที่ตรงลงกันเรียบร้อยแล้วว่าจะไม่ได้มาร่วมอุโบสถคราวนี้ เพราะเราไปวันขึ้นสามค่ำ พอบ่ายมาละเอาเรื่อยๆ ท่านมหายังไม่มาเหรอ ยังไม่มาเรื่อยๆ จนกระทั่งค่ำ ถามย้ำเรื่อยๆ เราไม่รู้ความหมาย ความจริงท่านจะเทศน์รื้อโลกธาตุ แล้วเป็นวาระสุดท้ายจะไม่เทศน์อีกต่อไปความหมายว่าอย่างนั้น ท่านอยากให้ได้ฟังธรรมสุดท้าย ย้ำแล้วย้ำเล่า หือ ยังไม่มาเหรอท่านมหาน่ะ ท่านอยากให้ฟังวาระสุดท้าย นั่นละหยุดเท่านั้นไม่เทศน์อีกเลย เทศน์อย่างฟ้าดินถล่ม พอถึงเวลาแล้วยัง เอ๊ ท่านมหามันยังไงกันนา ว่าอย่างนี้ ที่ไหนได้ความมุ่งหมายของท่านอันใหญ่อยู่ธรรมเทศนา วันนั้นท่านจะเปิดโลกธาตุอย่างเต็มเหนี่ยวเลย ท่านก็เห็นว่าเรามีความตั้งอกตั้งใจในธรรมทั้งหลายอยู่แล้ว ท่านถึงได้พูดถึงเรา พอเทศน์แล้วเวลาเรามาถึง ไปอยู่ที่ไหนท่านว่างั้นนะ ขู่เลย เทศน์จนฟ้าดินถล่มมันไปอยู่ที่ไหน พอกราบ พอพูดเสร็จแล้ว นี่ก็เริ่มไม่สบายมาตั้งแต่วานซืนนี้ วานซืนขึ้น ๑๔ ค่ำ วันแรมค่ำ ๑ เดือนไหนไม่รู้ละหลังจากมาฆะแล้วเรากลับมา นี่เริ่มป่วยแล้วตั้งแต่วานซืนนี้ วันขึ้น ๑๔ ค่ำ แรมค่ำ ๑ เรามาถึง นี่ละบอกละนะที่นี่เริ่มบอกแล้ว นี่ป่วยเป็นครั้งสุดท้ายนะ นั่นบอกแล้ว อายุจะก้าวเข้า ๘๐ แล้ว ป่วยครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ไม่หาย มีตายถ่ายเดียว ยาจากเทวบุตรเทวดาที่ไหนก็ไม่หาย นี่ละท่านแน่แล้วนั่น แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ไม่ตายง่ายนะท่านว่า โรคนี่โรคทรมาน โรคคนแก่ 8 เดือนท่านก็ล่วงไป ตั้งแต่เดือน ๔ ถึงเดือนอะไรท่านมรณภาพ เราก็นับเวลาดู ๗-๘ เดือน ท่านเทศน์วันนั้นเอาใหญ่จริงๆ เทศน์แต่สองทุ่มฟาดถึงหกทุ่มเลย เทศน์สอนพระ นั่นละท่านถึงได้กระหน่ำเราเรื่อย เพราะเห็นความตั้งใจของเรา เทศน์ฟ้าดินถล่มมันไปอยู่ที่ไหนมหานี่น่ะ ตั้งแต่นั้นมาไม่เทศน์อีกเลยนะ ไม่เอาเลย นั่นละท่านมีจุดสำคัญๆ ที่ท่านเน้นหนักอยู่นั้น จอมปราชญ์สมัยปัจจุบันได้แก่พ่อแม่ครูจารย์มั่น เราไปศึกษากับท่านเองด้วยความตั้งอกตั้งใจไม่ให้ผิดให้พลาด กิริยาท่านแสดงอะไรจะเก็บไว้หมดๆ ตลอดเลย เพราะไปเห็นท่านถึงใจแล้ว ตั้งแต่วันเข้าไปหาท่านทีแรกถึงใจเลยเทียว เพราะฉะนั้นมันถึงจับตลอดไม่ให้คลาดให้เคลื่อน พอเดือนพฤศจิกา วันที่ ๑๐ ท่านก็ล่วง ตอนท่านป่วยหนัก ไอ้เราก็ติดพันตลอดเวลานะ ท่านจะบอกใครว่าท่านมหาเข้ามาพัวพันรักษาผมตลอดเวลา บางคืนไม่ได้หลับได้นอน ก็ควรจะหาองค์อื่นมาแทนบ้างให้พักผ่อนบ้างไม่เคยพูดนะ ไอ้เราก็ไม่เคยสนใจกับใคร มีแต่พุ่งๆ อยู่กับท่านตลอดเวลา พอเวลาท่านป่วยหนักเข้าๆ เวลาท่านหลับไปบ้างเราก็ออกไปเดินจงกรมข้างๆ สั่งพระไว้ พอลืมตาขึ้นมาท่านมหาไปไหน แน่ะเอาละนะ เราก็เข้าถึงทันทีเลย เข้ามุ้งเลยละ สำหรับมุ้งนั้นก็มีแต่เรากับท่านเท่านั้นเอง พระอยู่ข้างนอกมุ้งเต็มอยู่ข้างนอก มีแต่เราอยู่กับท่าน บางคืนไม่ได้หลับตลอดรุ่งเลย คือตอนนั้นพฤศจิกามันเริ่มหนาวแล้ว วัณโรคน่ะไอสำคัญมากทีเดียว นั่นละไม่ได้นอน โอ้ เราติดหูติดตากับพ่อแม่ครูจารย์มั่นไม่ตกได้หลุดไปไหนเลย ปรากฏว่าจับติดๆ ทุกอย่างเลย ดูจนกระทั่งสุดลมหายใจท่าน ที่ท่านเร่งให้พระเอาท่านไปสกลนคร คือท่านบอกว่าท่านจะไปตายสกลท่านสั่งไว้แล้ว ตายที่นี่ไม่ได้สัตว์จะพินาศฉิบหายมาก นี้ไม่มีตลาดว่างั้นนะ ท่านห่วงกระทั่งสัตว์ ไปตายสกลฯ มันเป็นเมืองใหญ่เมืองกว้าง เขามีอยู่แล้วเป็นธรรมดา ถ้าเรามาตายที่เหล่านี้สัตว์จะตายเพราะเรา อยู่ในตลาดเมืองสกลนครเขามีสาธารณะอยู่แล้วไม่หนักเกินไป ท่านสั่งไว้ขนาดนั้น เวลาถึงขั้นท่านจะไปจริงๆ นี้เร่งใหญ่เลยนะ แต่มีคำหนึ่งที่ท่านปิดไว้ท่านไม่ออก เหตุที่เราจะทราบนั้นคือว่าเราเป็นเองโรคหัวใจ ถึงขั้นมันจะไปจริงๆ มันจะเอาจริงๆ นะ เวลามันพอหักห้ามกันได้ยับยั้งกันได้ก็ยับยั้งก็อยู่ได้ มันจะไปรู้อยู่นี่ มันจะดีดจิตนี่ หลายครั้งอยู่นะ ยังไม่ให้ไปบังคับไว้ก็อยู่ๆ นี่ถ้าท่านพูดเสียว่า นี่ผมรั้งเอาไว้นะเท่านั้นละ เวลาไหนก็ตามจะวัดแตกเลยเทียว เราไปกราบเรียนปรึกษาครูบาอาจารย์ องค์นั้นว่างั้นองค์นี้ว่างี้ ทีนี้เราอยู่ในมุ้งกับท่านถูกสับถูกยำตลอดเวลา บอกว่าให้เร่งเอาไปเดี๋ยวนี้ เร่ง คืนนั้นท่านไม่นอนนะ คือเวลานอนคนหลับธาตุขันธ์ ความตายควรตายไม่หลับนะ เวลามันดีดปุ๊บมานี้แก้ไม่ทัน ตาย ท่านจึงเร่งให้เอาไปวันนี้ เอาไปคืนนี้ ว่างั้นเลย แต่ท่านไม่ได้บอกว่าท่านรั้งเอาไว้เวลานี้ มาเป็นในเราเราถึงรู้ จึงย้อนหลังไปหาท่าน แต่ท่านไม่พูด ถ้าหากว่าท่านว่ารั้งเอาไว้นี้กลางคืนก็ตามเวลาไหนก็ตาม เราจะไม่ฟังเสียงครูบาอาจารย์เลย เพราะเราอยู่ในมุ้งกับท่าน จะเอาไปกลางคืนเลยเชียว เพราะท่านเร่งเต็มที่แล้ว ตอนเช้าก็ดลบันดาลรถเขามารับพอดี ไม่ได้บอกนะ การคมนาคมติดต่อกันลำบากแต่ก่อน ถนนก็หินลูกรังเป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่เหมือนทุกวันนี้ เขาก็มารับท่าน ถามคำเดียว เพราะท่านมุ่งจะไปอยู่แล้ว เขาก็มารับ แล้วพระเณรมากมาย เราไปนี้พระเณรก็จะหลั่งไหลไปตาม รถราจะพอกันเหรอ ท่านว่า จะขนทั้งวัน เขาว่าอย่างนั้นนะ ไม่พอจะขนทั้งวัน ท่านก็ตายใจ เขาฉีดยานอนหลับให้ท่าน พอเสร็จแล้วก็ยกขึ้นใส่เตียงหามท่านออกมา พอไปถึง 6 ทุ่ม ตั้งแต่ตอนจังหันแล้วฉีดยา ถึง ๖ ทุ่ม พิษยาจางไปแล้วท่านตื่น พอตื่นนอนทีนี้ท่านไม่พูดอะไรเลย พอตื่นนอนแล้วท่านก็ดู ดูหมดทุกแห่งเลย คือกุฏิหลังนี้เป็นกุฏิที่เขาสร้างถวายท่าน ตอนท่านอยู่อุดรเขาสร้างกุฏิถวายท่าน เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็มารับท่านไป ท่านก็ไปให้เขา นั่นละท่านถึงได้ไปดู เพราะท่านไปพักนั่นทีแรก พอวาระสุดท้ายก็ไปกุฏิหลังนั้น พอท่านตื่นนอนขึ้นมาแล้วท่านดูจริงๆ นะ ดูทุกทิศทุกทาง ดูนั้นดูนี้หมดแต่ไม่พูด แสดงว่าหายห่วงละที่นี่ มาถึงที่ต้องการแล้วซึ่งเป็นที่ตายของท่าน ตามความมุ่งหมายแล้ว ท่านแสดงอยู่เสมอว่าเราจะไปตายสกลฯ พอหมดห่วงแล้วทีนี้เริ่มแล้วนะ หมดห่วงหมดใยแล้ว ดูอาการเริ่มแล้ว เราบอกใครต่อใครดูเอา ที่ท่านเร่งไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืนท่านเร่งเพราะอะไร ดูเอาที่นี่ ดูอาการท่านแปลกแล้ว ท่านก็เริ่มทำหน้าที่เรื่อยๆ ตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสอง ๒ ชั่วโมง ดูอาการแปลกๆ พอตีสอง ๒๓ นาที ท่านก็สิ้นใจ ท่านสิ้นใจละเอียดอ่อนมากทีเดียว เวลาท่านจะสิ้นลมละเอียดอ่อนมากทีเดียว แล้วท่านก็ไปตีสอง ๒๓ นาที ท่านไปอย่างสมเกียรติของจอมปราชญ์สมัยปัจจุบัน ทุกอย่างเหมือนว่ากำหนดไว้ๆ อย่างที่ท่านจะมาตายสกลนคร ท่านเร่ง แต่ท่านไม่บอกว่านี่ผมรั้งเอาไว้ ท่านไม่ได้บอก ถ้าท่านว่าผมรั้งเอาไว้ กลางคืนก็ตามกลางวันก็ตามแตกเลยเชียว เราจะเอาไป ครูบาอาจารย์ว่าอะไรจะไม่ฟังเลย เพราะเราเป็นผู้หนักทุกอย่างอยู่กับท่าน ครูบาอาจารย์อยู่ข้างนอก ครั้นเวลาได้เรื่องจากท่านไป ไปกราบเรียน องค์นั้นว่าอย่างนั้นองค์นี้ว่าอย่างนี้เราโมโหนะ ทุกวันนี้ยังโมโหให้ครูบาอาจารย์เหล่านั้นอยู่ ครูบาอาจารย์เหล่าไหนก็ตามเถอะน่ะเรารู้ทุกองค์ องค์นี้ว่าอย่างนั้นองค์นั้นว่าอย่างนั้น เราโมโห ก็เราไปดูเหตุการณ์มาแล้วนี่ มาพูดไปคนละแบบๆ กับเราที่ไปดูแบบตายตัวมาแล้วมันเข้ากันไม่ได้ ทีนี้พอตอนเช้าเขาเอารถมารับ พอ ๖ ทุ่มยานอนหลับหมดพิษไปแล้วท่านก็ดู ดูละเอียดลออมากนะ ดูว่าแน่ละที่นี่ เป็นสถานที่ที่เราจะตาย จากนั้นมาท่านก็ทำหน้าที่ไปเลย เหมือนว่าท่านกำหนดๆ เอาไว้ทุกอย่าง จอมปราชญ์ เวลาท่านจะสิ้นนี้ แหม ละเอียดมาก ไม่มีกระดุกกระดิกอะไรๆ ทั้งนั้น อาการมีนิดหน่อยๆ ให้รู้ว่าท่านเตรียมแล้วๆ พอจวนตัวจริงๆ ลมหายใจค่อยผ่อนลงๆ เพราะหัวเราจ่ออยู่กับท่าน ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านก็อยู่ หัวเราสอดเข้าข้าง หัวจ่อเข้าไปดูตลอด เพราะตอนนั้นเรายังเป็นพระผู้น้อย ดูเหมือนได้ ๑๖ พรรษาละมัง ครูบาอาจารย์ทั้งหลายเคารพท่าน เราก็ไม่อาจเอื้อม คอยฟังเสียงท่าน แต่ผู้ที่ปฏิบัติใกล้ชิดต่อเหตุการณ์ระหว่างท่านกับเราคือเรา มันหนักอยู่กับเรา เวลาท่านก็ดู แต่ละเอียดจนกำหนดไม่ได้นะว่าท่านสิ้นเมื่อไร ที่ว่า ๒๓ นาทีนั้นท่านเจ้าคุณอุปัชฌาย์เห็นว่าหมดหวังเงียบไปแล้ว นี่ไม่ใช่ท่านสิ้นแล้วเหรอ ก็เลยเอานาฬิกามาดู ไม่มีใครรู้ว่าท่านสิ้นเมื่อไร ละเอียดขนาดนั้น หัวเราจ่ออยู่ตลอด ค่อยละเอียดลงๆ แล้วเงียบไปเลย ไม่มีอวัยวะส่วนใดที่จะกระดุกกระดิกให้ทราบว่าไปเวลานั้น ละเอียดขนาดนั้นท่านไป ท่านตายอย่างนั้นละ พระอรหันต์ท่านตายง่าย ท่านไม่มีอะไรกับธาตุกับขันธ์ ดูความเคลื่อนไหวของธาตุขันธ์ มันอ่อนไปขนาดไหนๆ ธรรมชาตินั้นไม่ได้อ่อน ความบริสุทธิ์ของใจที่รับผิดชอบร่างกายไม่ได้อ่อน ไม่ได้ลดราวาศอกอะไรเลย คงเส้นคงวาหนาแน่นเรียกว่านิพพานเที่ยงคือธรรมชาติ ดูธาตุดูขันธ์ที่เป็นของแปรปรวน ดูตลอด พอสุดท้ายก็ปล่อยเลย ไปเลย ได้เห็นเต็มหูเต็มตาพ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพ เราได้เห็นเต็มหูเต็มตาด้วยความเคารพเลื่อมใสเทิดทูนสุดหัวใจเรา"

ฉากที่ ๙ · SCENE 09 / 12 แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน · ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เวลา ๒๓.๐๐ น.

บรรลุธรรม

ฟาดฟันกิเลส ตัดรากเหง้าอวิชชาขาดสะบั้น บรรลุพระอรหัตผลบนหลังเขาดอยธรรมเจดีย์

ภาพรวมจิตรกรรมติดเสาเจดีย์ ฉากที่ ๙ บรรลุธรรม
จิตรกรรมฝาผนังฉากเต็ม (ประดิษฐาน ณ เสาพระมหาเจดีย์ชั้น ๓) คลิกดูภาพขยาย
ภาพรายละเอียดจิตรกรรมประจำฉาก (24 ภาพ)
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม

ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

อวิชชา

00:00 --:--

"พูดถึงเรื่องจิตมันสว่างไสวถึงขนาดอัศจรรย์เจ้าของ ฟังซิน่ะ เพราะตอนนั้นจิตมันว่างไปหมดแล้วแหละ ว่างไปหมดทุกอย่างเลย ไม่มีอะไร ก็เหลือแต่ที่ยังไม่ว่างภายในใจตัวเอง ก็เหลืออยู่จุดเดียวเท่านั้น มันสว่างไสวจ้าไปหมด มันอดอัศจรรย์ตัวเองไม่ได้ ก็ยืนรำพึงล่ะซิ โอ้โห จิตของเรานี้มันทำไมถึงอัศจรรย์เอานักหนา สว่างไสวนี่ก็เหลือประมาณ กำหนดไปที่ไหนมันจ้าไปหมด ทำไมมันถึงได้สว่างไสวเอานักหนา พอความรำพึงอย่างนี้ยุติลงนะ ทีนี้ธรรมท่านก็ขึ้น ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ นั่นล่ะคำว่า ว่าง ๆ ตัวจุดนั้นมันยังไม่ว่างตัวเอง ธรรมะท่านจี้เข้าไปตรงนั้น ให้ดูตรงนั้น นี่เรียกว่าธรรมท่านบอก แต่เราจับไม่ได้นะ ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ งงไปเลย แก้ไม่ถูก งง คำว่าจุดต่อม คือจุดแห่งความรู้ของเรานั้นน่ะ ความรู้อันนี้มันว่างไปหมด อะไรว่างไปหมด แต่ตัวความรู้เองมันยังไม่ว่าง คือมันยังไม่วางกิเลสทั้งหมด เข้าใจไหม มันก็ยังไม่ว่าง ท่านก็จี้เข้าไปตรงนั้น มีจุดก็คือจุดผู้รู้ต่อมผู้รู้นั้นแหละอยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ คือจุดนั้นละตัวสมมุติมันอยู่ในจิต กิเลสมันยังฝังอยู่ในจิตมันไม่ว่างเฉพาะจิตเท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านถึงจี้เข้าไปตรงนั้นเพื่อจะให้ปล่อยตรงนั้น ในขณะนั้นมันงงไปเลย เลยไม่ได้ เวลากลับมาย้อนหลังมานั้นเป็นเดือน ๓ ไปเที่ยวที่ไหนกลับมา ๓ เดือนละมั้ง เดือน ๖ ขึ้นวัดดอยธรรมเจดีย์อีก มันจึงไปปลงกันที่นั่น คือจิตที่อัศจรรย์มันอัศจรรย์จริง ๆ นะ ไม่ใช่ธรรมดา เราเคยรู้เคยเห็นที่ไหน เราเองยังอัศจรรย์ตัวเราเอง นี่ละพระธรรมท่านกลัวผิดพลาด เรียกว่ากลัวลืมตัวไปแล้ว ท่านจึงมาเตือนตรงนั้น ที่ว่าอัศจรรย์ตรงนี้มันยังไม่ใช่นะ ความหมายว่าอย่างนั้น ตัวที่เป็นภัยมันยังมีอยู่ในจุดในต่อมนั้น ให้ตีตรงนั้นให้แตกอีกถ้าอยากให้ว่างหมดความหมายว่าอย่างนั้น ว่างหมดวางหมดอยู่ที่จุดนั้น เวลานี้มันยังไม่ว่าง มันยังไม่วางจุดนี้ มันว่างแต่ข้างนอก วางแต่ข้างนอกข้างในยังไม่วาง เพราะฉะนั้นข้างในจึงยังไม่ว่างความหมายว่าอย่างนั้น ถ้าตีจุดนี้ ท่านบอก มีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ นั้นละคือมหาภัยความหมายว่าอย่างนั้น ไอ้เราก็งง เวลาขากลับมาอีกจึงพิจารณากันฟัดกันอีกตรงนี้ละ อันนี้จึงขาดสะบั้นไปเลย ที่ได้เรียนให้พี่น้องทั้งหลายทราบว่าฟ้าดินถล่มเลย ที่เป็นจุดเป็นต่อมที่ว่ายังไม่ว่างตัวเอง พอมันขาดสะบั้นลงไปมันหมดเลยที่นี่ ว่างภายนอกก็หมดปัญหาไปแล้ว ทีนี้เข้าว่างภายในมันถึงว่างหมด วางหมดเลย นี่ละ พระธรรมท่านเตือนว่า มีจุดมีต่อมผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ นั่นเป็นพระธรรมแท้ แต่เราจับเอาไม่ได้เท่านั้นเอง เวลาเรามันมารู้มันก็มารู้ย้อนหลัง เราจึงคิดเสียดายพ่อแม่ครูจารย์อยากให้ท่านมีชีวิตอยู่ พอไปเล่าเรื่องอย่างนี้ให้ท่านฟัง ท่านก็จะจี้เข้าไป ก็ตรงนั้นแหละ พอท่านใส่เปรี้ยงทางนี้ก็จะรู้สึกตัวปั๊บ พุ่งเลยขาดสะบั้น อาจจะบรรลุธรรมที่ต่อหน้าท่านก็ได้เพราะมันมีอยู่อันเดียวเท่านั้น พอเราชมเชยอันนี้เข้าไป ท่านตำหนิท่านตี เราชมเชยเพราะความอัศจรรย์อันนี้เป็นของปลอมอยู่นั่นน่ะ พอท่านตีเข้าไปอันนั้นมันตัวมหาภัย ผางเข้าไปเท่านั้นมันจะพังเลย เราโอ๊ย.เสียดายนะ ท่านล่วงลับไปแล้ว นั่น เห็นไหม นี่ละธรรมเกิดตอนแรกจับไม่ได้ ครั้งที่ 2 เกิดที่ 2 นี้เอาได้เลยไม่ต้องมีอะไรบอก ผางขึ้นมาตรงนี้เลย"

คืนฟ้าดินถล่ม ที่วัดดอยธรรมเจดีย์

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

บรรลุธรรม

00:00 --:--

"แล้วบทสุดท้ายที่จะคว่ำวัฏจิตวัฏจักร ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงการเกิดการตายทับถมกันนี้ มายุติในวัดดอยธรรมเจดีย์ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เราไม่ได้ลืมสักกิสักกีนะ ไปฟ้าดินถล่มที่นั่นละ ฟ้าดินถล่มนี้เราไม่เคยเห็นนะ เพราะเกิดมาก็ไม่เคยคาดเคยหมายว่าสวรรค์เป็นอย่างไร พรหมโลกเป็นอย่างไร นิพพานเป็นอย่างไร เราก็ไม่เคยรู้เคยเห็น มีแต่คาดแต่หมายไปอย่างนั้น แต่ในคืนวันนั้นพูดให้มันชัดเจนเสีย เป็นอยู่หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มเป๋งเลย วันที่ ๑๕ เดือนพฤษภา ๒๔๙๓ นั่นละตอนที่ฟ้าดินถล่มถล่มในตอนนั้น พอฟ้าดินถล่มตัวนี้พุ่งขึ้นบนอากาศมันขึ้นไปได้อย่างไร ฟังซิน่ะ มาอวดท่านทั้งหลายเหรอ นั่งอยู่ธรรมดานี่ละร่างกายของเรานี้มันพุ่งขึ้น มันขึ้นไปได้อย่างไร เราเองก็อัศจรรย์เองนะ พอพุ่งขึ้นไปลงมาแล้วมันสั่นไปหมดในร่างกาย ตัวสั่น เหมือนโลกธาตุนี้คว่ำหมดเลย สว่างจ้าขึ้นมาครอบหลังวัดดอยธรรมเจดีย์ มองไปที่ไหนว่างหมดไม่มีอะไรเหลือเลย โอ้โห เป็นอย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระธรรมแท้ก็คือธรรมชาติ จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วนั่นละธรรมแท้ เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น นั่นละเป็นวาระสุดท้าย ฟ้าดินถล่มวันนั้น จากนั้นมาเรื่องภพเรื่องชาติขาดสะบั้นไปพร้อมๆ กันหมด ไม่มีอะไรเหลืออยู่ภายในจิตใจเลย เป็นในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี นั่นละกิเลสขาดสะบั้นลงจากใจ สว่างจ้าขึ้นมา อัศจรรย์ตัวเอง ถึงขนาดพูดว่า เหอ..พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ เอ๊..พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น แต่ก่อนพอระลึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ จะมาพร้อมกันๆๆ แต่ในขณะใหญ่นี้ผ่านไปแล้วกลายเป็นว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร เป็นอันเดียวกันแล้วธรรมทั้งแท่ง จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน สว่างจ้าเลย นี่ก็อยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ เราไม่ได้ลืมนะ วัดนี้จึงเป็นวัดที่สลักปักลึกในหัวใจเรามากทีเดียว ไปทีไรต้องจ้องอยู่นั่นละ แต่ทุกวันนี้มันขึ้นข้างบนไม่ได้ ก็ไปอยู่ที่ศาลาข้างล่าง แต่ก่อนไปปั๊บขึ้นเลย ไปชมอะไรพูดไม่ถูกละ ชมธรรมอัศจรรย์ของเราที่เป็นในที่เช่นไร มันจะวิ่งเข้าถึงนั้นเลย แต่เวลานี้ขึ้นไม่ได้ มีแต่มองไปด้วยจิตเท่านั้นละ เห็นบุญเห็นคุณวัดดอยธรรมเจดีย์ของเรา เราได้ปฏิบัติมาก็อย่างนี้ละกับบรรดาพี่น้องทั้งหลาย เวลาออกปฏิบัติทีแรกจิตมันดีดมันดิ้น มันฟัดมันเหวี่ยงกับเรานี้ โอ๊ย หัวคว่ำหัวหงายไปเลย ครั้นเอาไปเอามาก็มีกำลังฟัดกันๆ ต่อไปกิเลสก็หงายเลย พอกิเลสหงายฟ้ากระจ่างขึ้นมาเลย เรียกว่าฟ้าดินถล่มในสถานที่นั่นวัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ นั่นละวันเปิดโลกธาตุ ภพชาติต่างๆ ที่เกิดที่ตายมากี่ภพกี่ชาติตายกองกันทั้งเขาทั้งเรา เฉพาะเรื่องธรรม เรื่องความเกิดความตาย ความทุกข์ความทรมานในวัฏสงสารของเราเองได้ขาดสะบั้นลงไปแล้วในขณะนั้น อัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย คืนวันนั้นไม่นอนเลย พอนั่งแล้วก็คำนึงถึงความอัศจรรย์ของธรรม พระพุทธเจ้าก็มาอยู่อันเดียวกันเสีย พระธรรมก็เป็นอันเดียวกันเสีย พระสงฆ์ก็เป็นอันเดียวกันเสีย เลยไม่ปรากฏว่าเป็นสองเป็นสามเหมือนที่เราเคยคิดมาแต่ดั้งเดิม พอมาถึงจุดนั้นแล้วผางทีเดียวเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ จากนั้นมาแล้วพระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ โห พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร นี่เป็นแล้วนะนั่น มันเป็นแล้ว อัศจรรย์ตั้งแต่บัดนั้นมา ขาดสะบั้นเรื่องภพเรื่องชาติ ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้ไม่ได้คิดได้คาดว่าตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน เกิดแล้วจะไปตายที่ไหน จะขึ้นจะลงที่ไหน หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง พอแล้วอยู่กับคำว่าธรรมธาตุ พอแล้วอยู่กับคำว่านิพพานเที่ยง รวมอยู่นั้นหมด ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ที่ไหน องค์ไหนก็แบบเดียวกันๆ ถามหาพระพุทธเจ้าองค์ไหนองค์นั้นชื่อว่าอย่างไร องค์นี้ชื่อว่าอย่างไร พระนามของท่านชื่อว่าอย่างไรไม่ถาม ธรรมชาติที่บริสุทธิ์นี้เป็นอันเดียวกัน เหมือนกันกับน้ำที่ตกลงมาจากฟ้านั่นละ เมฆก้อนไหนก็ตาม ลงมาสู่น้ำมหาสมุทรแล้วเป็นน้ำมหาสมุทรอันเดียวกันหมดเลย ไม่ได้แยกแยะว่าเมฆก้อนหนึ่งเป็นฝนมาจากเกาะไหนดอนใดไม่มี ลงนั้นแล้วเป็นมหาสมุทรอันเดียวกันหมด อันนี้พอผางขึ้นมหาวิมุตติมหานิพพานแล้วเป็นอันเดียวกันหมด ถามที่ไหน เมฆก้อนไหนตกลงมาก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพาน เมฆหมายถึงธรรม ก้อนไหนตกเข้ามาในหัวใจเราจากความเพียรของเรา ก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานไปตามๆ กันหมด หายสงสัย ตั้งแต่บัดนั้นมาหายสงสัยแล้ว"

นิมิตสรงน้ำพระพุทธรูปทองคำ - ประพรมน้ำมนต์ประชาชน

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

สรงน้ำพระพุทธรูปทองคำ

00:00 --:--

"มาพิจารณา คืนนี้ปรากฏเรื่องเกี่ยวกับโยมแม่มาเกี่ยวกับเรา ตลอดถึงเรื่องของโลกนี้ก็มาเกี่ยวกับเรา คือคำว่าโลกมาเกี่ยวกับเราได้แก่ วันนั้นเวลามันแสดงขึ้นภายในจิตใจนี้ เหมือนว่าเรานี่จะขึ้นสรงน้ำพระพุทธเจ้ามากต่อมาก จะขึ้นไปสรงน้ำพระพุทธเจ้า เป็นแท่นที่สูงประมาณสัก 1 เมตร 30 ความสูงนะ เป็นแท่นใหญ่ เราขึ้นไปสรงน้ำพระพุทธเจ้าทั้งหลาย นิมิตแสดงออก ครั้นเวลาก้าวขึ้นไปแล้ว เป็นพระพุทธเจ้ารูปทองคำทั้งแท่งๆ เท่าองค์ของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ไปเลย อยู่บนแท่น น้ำที่เราไปก็มีน้ำหอม น้ำอะไรที่เป็นน้ำเคารพนับถือนั่นแหละ ขึ้นไปก็ประพรมท่านด้วยความเคารพ เรื่องของในนิมิตมันก็ไม่นาน พระพุทธเจ้าที่อยู่บนแท่นพระเป็นทองคำทั้งแท่ง ไปประพรมท่านด้วยความเคารพๆๆ ทั่วถึงไปหมด ฟังซิว่าทั่วถึงไปหมดในเวลาไม่เนิ่นนาน พอก้าวออกจากนั้นมาดูประชาชนนี้แน่นหมดเลย อ้าว นี่มันนิมิตยังไงอีก แต่มันก็รู้ของมันเอง ลงมานี้เขารอรับน้ำพุทธมนต์อยู่ รับน้ำสรงน้ำพุทธมนต์จากเราเต็มไปหมดเลย พอลงจากแท่นพระพุทธรูปแล้ว ก็ลงมาประพรมน้ำมนต์ให้ประชาชน ไม่ใช่เป็นน้ำอบน้ำหอมที่เราขึ้นประพรมสรงพระพุทธเจ้านะ อันนั้นขึ้นด้วยนิมิตมันขึ้นพอเหมาะพอดีด้วยความเคารพ ภาชนะอะไรที่จะไปสรงน้ำท่านก็เหมาะสมทุกอย่าง ในนิมิตมันพูดไม่ได้มันหากพร้อมกัน พอสรงน้ำไม่เนิ่นนานนักก็ทั่วถึงหมดเลย มองไปทางนี้ประชาชนแน่นหมด รอบหมดเลย นี่มันอะไรกันอีก แล้วมันก็เข้าใจ ลงไปทีนี้ประพรมเหมือนกับว่าน้ำพุทธมนต์ให้ประชาชน พอออกจากนี้ไปแล้วก็มีแต่ประชาชน เรื่องพระพุทธเจ้าก็เรียกว่าหาย ผ่านไปแล้วหายเงียบเลย ทีนี้มีแต่ประชาชนเต็มหมดเลย มองไปไหนสุดสายหูสายตา ทีนี้เวลาประพรมประชาชนมันไม่ได้ออกเป็นน้ำ มันออกในนิ้วมือ พอส่ายนิ้วมือนี้ซ่าๆๆ ไปหมด น้ำนี้ออกจากนิ้วมือๆ มันก็ไม่นาน มันทั่วถึงหมดนะมากๆ นั่นน่ะ เพราะมันเป็นในนิมิตให้รู้เรื่องราว พอส่ายมือไปนี้น้ำอันนี้จะออกจากปลายมือๆ นี้ซ่าๆๆ สาดนู้นสาดนี้จนรอบหมดในเวลาไม่นานเลย พอจากนั้นปั๊บลงไปแล้ว อ้าว จะลงจากที่ประพรมน้ำมนต์ให้ประชาชน กำลังก้าวลงไปเห็นโยมแม่อีกแล้ว อ้าว โยมแม่มาคอยอยู่นั้น อ้าว นี่จะไปไหนอีกล่ะ ไม่ไปไหนแหละ จะไปแล้วเหรอลักษณะว่างั้น อ๋อ ไปทำประโยชน์เสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะกลับมา คือเวลาจะลงมาเห็นอย่างนั้น พอว่างั้นก็เลยลงไป ตอนนี้ยังมัวๆ นิดหน่อย ดูว่าเวลาจะขึ้นนะโยมแม่มารอยู่นี่จะขึ้นไปสรงน้ำพระพุทธเจ้าและประชาชนทั้งหลาย โยมแม่ว่า เหอ จะไปแล้วเหรอ จะไม่กลับมาแล้วเหรอ ว่างั้นนะ เราบอกว่าจะกลับ คือเราจะไปทำธุระเรียบร้อยแล้วจะกลับมาหาโยมแม่ เราว่างั้น พอว่าอย่างนั้นแล้วเราก็ผ่านขึ้น สรงน้ำเสร็จแล้วโยมแม่ปูเสื่อเอาไว้ ก็มีบ้านหลังหนึ่งเล็กๆ หลังในนิมิต ปูเสื่อไว้ก็มีน้องชายคนหนึ่งนั่งอยู่นั้น คอยอยู่ พอลงไปแล้วเราก็ไปนั่งเสื่อ โยมแม่ก็นั่งอยู่นี้ น้องชายนั่งอยู่คนหนึ่ง พอไปถึงอันนี้ยังไม่ได้สอนว่าไงนะ มันก็รู้ในจิตทันทีเลย ทีนี้จิตมันก็ถอยออกมา เรื่องราวก็เลยหมดไป มันก็เข้าใจทันที เอ้อ เรานี้จะไปไหนไม่พ้นละนะ โยมแม่มาเกี่ยวพันแล้ว ไอ้เด็กน้องชายนี่มันมีอะไรอีกนะ มันมีอะไรมาเกี่ยวพันกับเราอีกนะ จากนั้นไปแล้วเราจึงได้พิจารณา จึงได้กลับมาบวชโยมแม่ ไปไหนไม่ได้นะ เกี่ยวกับโยมแม่แล้ว ออกมาก็มาบวชโยมแม่ได้อย่างคล่องตัว ไม่มีอุปสรรคขัดข้องประการใดเลย แล้วไอ้น้องชายนั้นก็มีธุระเราไปเปลื้องเหตุผลกลไกอะไรทุกอย่างให้ ผ่านไปได้เรียบร้อย แน่ะ มันก็มาเกี่ยวข้องกับเรา เรื่องราวสงบเรียบร้อยไปจากเราเป็นผู้ไประงับเหตุการณ์ต่างๆ ทีนี้ก็มาพิจารณานี้ เราพูดจริงๆ อ้าวทีนี้จะเปิดนะ เรื่องที่ขึ้นไปสรงน้ำพระพุทธเจ้านี้ พระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์เต็มไปหมดเลยอยู่บนแท่น ขึ้นไปแล้วเป็นพระพุทธรูปทองคำทั้งแท่งๆ นี้มันก็วิ่งถึงกัน นี่แหละที่ว่าจิตขอให้ได้ถึงวิมุตติเถอะน่ะ พอมันจ้าขึ้นเท่านี้มันจะถึงกันหมด บรรดาพระพุทธเจ้าไม่ต้องถามกัน เป็นอันเดียวกันหมดเลย ครอบไปหมดเลย ถึงหมด นี่เราแยกออกมานะ พออันนี้มันผางเข้าไปจุดนั้นแล้วมันจะทั่วถึงกันหมด บรรดาพระพุทธเจ้ามีจำนวนมากน้อยทั่วถึงกันหมด เป็นอันเดียวกันเลย ดังที่เคยพูดแล้วเหมือนน้ำมหาสมุทร ทีนี้ออกจากนี้ไปมันเกี่ยวข้องอะไรอีก นี่ก็มาเกี่ยวข้องกับเรื่องการแนะนำสั่งสอนประชาชนอย่างทุกวันนี้เห็นไหมล่ะ มันก็พอเป็นพยานได้แล้วมิใช่เหรอ สอนประชาชนมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยนี้เป็นเวลา 6 ปีกว่าแล้ว สอนไม่หยุดไม่ถอย กว้างขวางออกไปจนออกทั่วโลก นี่ที่ว่าเอามือส่ายไปอย่างนี้มันก็เข้ากันได้ เอาโยมแม่มาบวช แนะนำสั่งสอนโยมแม่ เรื่องราวจึงจบลงไป มันก็เดินตามนั้นไม่เห็นผิด นี่ได้ออกปากพูดจริงๆ ให้กับหมู่เพื่อนฟังเรื่องเฉพาะโยมแม่นี่ ผมไปไหนไม่รอดนะ โยมแม่มีมาเกี่ยวข้องแล้วจะต้องได้เกี่ยวข้องกับโยมแม่ ก็ต้องได้เอาโยมแม่บวช จนกระทั่งโยมแม่ผ่านไป ตายไปแล้ว เรื่องโลกเรื่องสงสารมันก็เกี่ยวพันมาดังที่แนะนำสั่งสอน มันไม่ได้เป็นไปด้วยความเสความแสร้งอะไรนะ มันเป็นไปโดยหลักธรรมชาติ อย่างที่ขึ้นไปสรงน้ำพระพุทธเจ้านี้เราก็ไม่เคยคาดเคยคิด ไม่อาจไม่เอื้อมว่าจะเป็นอย่างนั้นขึ้นมา แล้วจะได้พูดอย่างนี้ขึ้นมา ในหลักธรรมชาติเวลาจิตมันเข้าถึงขั้นของมันเต็มภูมิแล้วถึงพระพุทธเจ้า มันถึงหมดเลย ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าองค์ใด ไม่มองดูองค์ใดแหละ เป็นอันเดียวกันแล้วพอ นี่ละธรรมที่เวลามันเข้าถึงเรียกว่าธรรมธาตุวิมุตติหลุดพ้นแล้ว จ้าขึ้นเป็นอันเดียวกันหมดเลย นี่มันก็เข้ากันได้ เราก็ไม่สงสัย นิมิตอันนั้นขึ้นมากับจิตที่มันเป็นมันก็เข้ากันได้ จากนั้นมาที่ว่าจะสั่งสอนประชาชนมืดแปดทิศแปดด้าน เวลาสอนประชาชนก็น้ำที่ประพรมประชาชนมันออกจากนิ้วนะ ออกทุกนิ้ว สาดจ้าไปหมดเลย จนกระทั่งหมดแล้วถึงได้ลงไปหาโยมแม่ มันก็เป็นไปตามนั้นจะให้ว่าไง"

ฉากที่ ๑๐ · SCENE 10 / 12 พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นมา

วัดป่าบ้านตาด

สร้างวัดป่าเกสรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งพระกรรมฐานและการอบรมโยมมารดา

ภาพรวมจิตรกรรมติดเสาเจดีย์ ฉากที่ ๑๐ วัดป่าบ้านตาด
จิตรกรรมฝาผนังฉากเต็ม (ประดิษฐาน ณ เสาพระมหาเจดีย์ชั้น ๓) คลิกดูภาพขยาย
ภาพรายละเอียดจิตรกรรมประจำฉาก (18 ภาพ)
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม

มูลเหตุการสร้างวัดป่าบ้านตาด

เสียงเทศน์จริงองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

สร้างวัดป่าบ้านตาด

00:00 --:--

"คิดดูซิเรามาสร้างวัดทีแรก พวกค่างพวกชะนีเต็ม เราอยู่ข้างล่างเขาร้องอยู่ข้างบน...พวกชะนี พวกสัตว์พวกเนื้อพวกเสือพวกหมูพวกกวางพวกอะไรมา จากนั้นก็ค่อยหดเข้าไป ป่าหดเข้าไป สัตว์ก็หายไปๆ สุดท้ายเข้าใจว่าสัตว์นี้ตายหมดแหละไม่มีเหลือ มันเปลี่ยนแปลง มาสร้างวัดนี้ตั้งแต่ปี ๒๔๙๙ มัน ๕๑-๕๒ ปีแล้วมั้งที่สร้างวัดนี่น่ะ เหตุที่จะสร้างวัดนี้ก็เพราะจะเอาโยมแม่บวช ไม่ใช่อะไรนะ มันโดนอยู่ห้วยทรายโน่น เราอยู่ห้วยทราย เรื่องราวโยมแม่กับเราไปโดนกันอยู่โน่น ตกลงก็เลยลั่นคำออกมาว่า ทีนี้ไปไหนไม่รอดแหละ เกี่ยวกับโยมแม่อยู่อุดรนั่น ออกจากนี้จะไปเอาโยมแม่บวชเสียก่อน แต่ว่าคล่องตัวนะ เขียนจดหมายบอกมาให้เตรียมตัวไว้ พอมาจะบวชให้เลยเราว่า มาทางนี้ก็เตรียมพร้อม บวชให้เลย นั่นละเหตุที่จะได้อยู่วัดนี้ ก็มีแต่โยมแม่ แล้วแม่ชีแก้วกับแม่ชีน้อม แม่ชีน้อมเสียเผาที่หน้าศาลา เป็นคู่กันมา เราบอกชัดเจนว่าเราจะเอาโยมแม่บวช แล้วพวกนั้นก็วิ่งตาม กลัวว่าบวชโยมแม่แล้วก็ดีหรือไม่ได้บวชก็ดี เราคงไม่มีหวังได้กราบท่านอีกต่อไปแหละ จะต้องติดตาม แม่ชีแก้วจึงติดตามมากับแม่ชีน้อมมาอยู่ด้วยกัน มาก็เลยบวชจริงๆ โยมแม่ก็อยู่นี่ตลอด จนกระทั่งเสียไปปีพ.ศ.๒๔๒๕ นี่ก็บอกโยมแม่เลย ป่าช้าโยมแม่อยู่ที่หน้าศาลา อย่าเป็นห่วงกับอะไร กระดูกหนังอะไรอย่าเป็นห่วงมัน ให้ห่วงธรรมในใจ ภาวนาให้ดีก็แล้วกัน เรื่องศพเรื่องเมรุเราจะเป็นเจ้าของเอง คือเราจะเป็นเจ้าภาพ ก็เผาศพหน้าศาลาเผาโยมแม่ บอกโยมแม่เลย ป่าช้าโยมแม่อยู่หน้าศาลา อาตมาจะเป็นเจ้าของศพ อย่าห่วงเราว่างั้น พอโยมแม่เสียก็เผาที่ตรงนั้นละ โยมแม่ใจสำคัญอยู่นะ สมที่เรามาบวชให้และอบรมสั่งสอน สมเจตนา ไปกระเทือนอยู่ห้วยทรายของง่ายเมื่อไร เราอยู่ห้วยทราย โยมแม่อยู่นี่ยังไปกระเทือนอยู่ห้วยทราย ก็เลยบอก ปีนี้จะต้องกลับไปหาโยมแม่ เป็นเรื่องใหญ่อยู่ พอออกพรรษาแล้วก็มาบวชโยมแม่ ภาวนาดีนะโยมแม่ ถามถึงเรื่องจิตใจและธาตุขันธ์ โอ๋ย พูดได้อย่างอาจหาญ จวนวันเข้ามา กุฏิหลังนี้ละหลังจันดีพักอยู่ เราก็ไปยืนอยู่หน้ากุฏิ ข้างในมีโยมแม่กับลูกๆ เต็มอยู่นั้น ไปก็ไปถาม วันสุดท้าย ดูโยมแม่อ่อนลงทุกทีๆ มองดูสภาพนี้จะไม่นานนะเราว่างั้น มองดูแล้วจะไม่นานนะนี่ แล้วทางจิตใจเป็นยังไง มาศึกษาอบรมจิตใจอยู่นี้เป็นเวลาหลายปีแล้วเป็นยังไง โอ๊ย จิตใจแม่ดีอยู่บอกเลยนะ จิตใจสว่างไสวตลอด แม่ไม่วิตกวิจารณ์อะไรเรื่องการเป็นการตาย จิตใจแม่สง่างาม พูดได้อย่างอาจหาญนะ เวลาไปก็ไปอย่างเงียบเหมือนกัน พอตื่นเช้าขึ้นมาก็บอกลูกเลย เอ้อ แม่เห็นจะไปวันนี้แหละ พอ ๘ โมง ๔๕ นาทีเช้าวันนั้นโยมแม่ก็เสีย ก็ดีไม่เสียทีที่เรามาบวชโยมแม่ อบรมสั่งสอนโยมแม่ แม่ลงลูกก็เห็นตั้งแต่โยมแม่ลงเรา ลงโดยหลักธรรมชาตินะ ลงเอง การเทศนาว่าการนี่ยกให้เลยว่างั้น แม่ฟังเทศน์นี้มาก็มาก แต่ไม่เคยเห็นองค์ใดเทศน์อย่างนี้บอกงั้นเลย อาจารย์เทศน์นี่จิตแม่ลงทุกครั้งเลย ลงจริงๆ โยมแม่ลงเรา เวลาพูดไปสัมผัสสัมพันธ์ ส่วนมากไปในครัว เอาท่านปัญญาวัฑโฒถือเทปไปอัดเวลาเราเทศน์ในครัว ให้ท่านปัญญาไปด้วยไปอัดเทป เวลาเทศน์ก็มีหลายวรรคหลายตอนแล้วแต่จะไปสัมผัสอะไรๆ เทศน์ถึงขั้นสุดขีดของจิตของธรรม สุดขีดของธาตุของขันธ์ พอไปถึงสุดขีดของอรรถของธรรมแล้วก็สุดขีดของธาตุของขันธ์ โยมแม่ร้องว้ากเลยนั่งฟังอยู่ เป็นเองนะ ร้องขึ้นเลย โหย แม่ไม่อยากฟังตอนตาย เราพูดอย่างมีหลักมีเกณฑ์ พูดถึงเรื่องการบำเพ็ญจิตบำเพ็ญธรรม วิถีจิตวิถีธรรมเรื่อยๆ หมุนๆ จากนั้นก็สุดขีดของจิตแล้วหมุนเข้ามาหาธาตุขันธ์ สุดขีดของธาตุขันธ์ตาย โยมแม่ร้องว้ากเลย ลงจริงๆ ลงเรา แล้วก็บอกตรงๆ เลย แม่ไม่เคยฟังเทศน์ใครเหมือนอาจารย์ เทศน์อาจารย์ลงจริงๆ โยมแม่ได้กำลังจิตมากก็คือตอนคุณเพามาพักอยู่นี่สามเดือน เราเข้าไปเทศน์สามเดือนนะ ทุกคืนๆ พอ ๖ โมงเย็นแล้วก็ไปกับท่านปัญญา เอาเทปไปอัด เทศน์ทุกคืนๆ ดูเหมือนจะได้ถึง ๙๐ กัณฑ์ละมั้ง นั่นละที่ได้มาเป็นหนังสือ ศาสนาอยู่ที่ไหน และ ธรรมะชุดเตรียมพร้อม หนังสือสองเล่มจากที่เราไปเทศน์ทุกวันให้เพาพงาฟัง อัดเทปเอาไว้แล้วมาถอดเป็นหนังสือสองเล่ม จิตใจโยมแม่ดีอยู่ เราก็เบาใจ ไปถามเอาเลยละ เป็นยังไงจิตใจเวลานี้ อบรมมาก็มากแล้วนานแล้ว หลายปีแล้ว แล้วเป็นยังไงจิตใจ นี่จวนแล้วนะบอกตรงๆ โยมแม่ไม่นานนะมองดูก็รู้ โอ๋ย ใจแม่ดีอยู่ ขึ้นอย่างอาจหาญนะ แม่ไม่เป็นห่วงเป็นใยกับธาตุกับขันธ์ จิตใจแม่สง่างามตลอด เราก็เข้าใจ อีกสองวันมั้งก็ล่วง เรียกว่าโปรดแม่ได้ บวชมาอย่างไรก็ขอให้ได้โปรดพ่อโปรดแม่เสียก่อน เราพูดจริงๆ โปรดได้ว่างั้นเถอะน่ะ โปรดได้เพราะโยมแม่ลง ลงจริงๆ ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมยกขึ้นเลยว่า ไม่ได้ยินเสียงใครเทศน์เหมือนอาจารย์เลย แม่ฟังเทศน์มานานแสนนาน ฟังเทศน์อาจารย์ไม่ทราบเป็นยังไง เอาแต่ของจริงมาเทศน์ ว่างั้นละ เอาแต่ของจริงมาเทศน์ ใส่ปั๊บๆ ตีลงๆ จิตหมอบๆ สงบแน่วๆ ทุกกัณฑ์ว่างั้น ไม่มีพลาด พออาจารย์เริ่มเทศน์ปั๊บจิตจะเริ่มหมอบๆ แล้วลงแน่วเลย ตอนไปเทศน์ให้เพาพงาฟัง ได้กำลังตอนนั้น พอเพาพงากลับแล้วก็นิมนต์อีก ถ้าอาจารย์มีเวลาว่างก็ขอนิมนต์มาเทศน์โปรดแม่บ้าง แม่จิตใจดีจิตใจตั้งหลักได้เพราะเทศน์อาจารย์เท่านั้น บอกตรงๆ เลย ตั้งแต่มาเทศน์ตอนคุณเพามานี้จิตใจตั้งหลักได้แน่นหนามั่นคง เมื่อคุณเพากลับไปแล้วเวลาว่างก็ขอนิมนต์มาเทศน์ให้แม่ฟังบ้าง เราก็ไม่ได้เข้าไปเพราะไม่ว่าง นับว่าดีโยมแม่ เป็นที่แน่ใจ สมที่เรามุ่งหน้ามา จากห้วยทรายบึ่งมานี่เลย มาก็จับบวชเลย บวชแล้วก็พาไปจันท์ ออกจากจันท์ก็กลับมาสร้างวัดที่นี่ โยมแม่ก็มาเสียที่นี่แหละ เพราะได้ผลดีตามความคาดหมายของเราที่คิดไว้เรียบร้อยจากห้วยทราย เพราะไปเกี่ยวอยู่ด้วยนะ โยมแม่อยู่นี่ไปโดนเราอยู่ห้วยทราย จึงได้บอกตรงๆ เลย ไปไหนไม่ได้ละเรื่องโยมแม่มาเกี่ยวข้องแล้ว ออกพรรษานี้แล้วจะต้องได้กลับไปอุดร ไปบวชโยมแม่ก่อน เขียนจดหมายมาบอก ว่ากลับมานี้จะมาบวชโยมแม่ ให้เตรียมพร้อมไว้ พอเรามาปั๊บก็เตรียมแล้ว บวชเลย บวชก็อยู่กับเราเรื่อยมา ดีนะ โยมแม่จิตใจดี นั่นละเห็นไหมใจ ฟังซิเรื่องความเป็นความตายแม่ไม่ห่วงว่างั้นนะ แม่ไม่ห่วงไม่สงสัย จิตใจแม่สง่างามอยู่ตลอดเวลา นั่นเห็นไหมล่ะ เคยเรียนหนังสือที่ไหน อ่านหนังสือสักตัวเดียวก็ไม่ได้ แต่ทำไมกล้าพูดได้ ว่าจิตใจแม่นี่สว่างไสว อาจหาญชาญชัยอยู่ตลอดเวลา ไม่สะทกสะท้านกับเรื่องความเป็นความตาย นั่นฟังซิน่ะ คนไม่ได้เรียนหนังสือทำไมพูดออกมาได้อย่างฉะฉาน เวลาจะไปก็เป็นอย่างว่า พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ เอ้อ แม่จะไม่พ้นวันนี้นะ อ่อนมากแล้ว ตื่นเช้า พอ ๘ โมง ๔๕ นาทีเท่านั้นก็หมดลม เราก็เอามาเผาที่นี่ เราได้บอกโยมแม่ไว้เรียบร้อยแล้วให้หายห่วง เรื่องศพเรื่องเมรุโยมแม่อย่ามาเป็นห่วงนะบอกงั้นเลย ป่าช้าโยมแม่อยู่ที่หน้าศาลา อาตมาจะเป็นเจ้าของเป็นเจ้าภาพเอง บอกตรงๆ เลยไม่ต้องมาห่วงเรื่องศพเรื่องเมรุ ให้ห่วงแต่จิตใจเจ้าของ เรื่องศพเรื่องเมรุอาตมาจะเป็นเจ้าภาพเอง ก็เป็นอย่างนั้น พอเผาก็มาที่หน้าศาลา โยมแม่ก็ไปสะดวกสบาย ไปอย่างสงบเลย บอกลูกทุกระยะๆ นั่นละเห็นไหมใจเมื่อได้รับการอบรมแล้วเป็นอย่างนั้น บอกตั้งแต่ตื่นนอนปั๊บ นี่แม่จะไม่พ้นวันนี้นะ พอ ๘ โมง ๔๕ ก็สิ้นลม เวลาถามถึงจิตใจอาจหาญ เราก็นับว่าสมหวังอยู่ บวชแล้วไปกลับมาก็ได้มาสอนโยมแม่ให้มีศีลมีธรรม ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ธรรมเป็นหลักใจ ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกัน"

ข้อวัตรปฏิบัติวัดป่าบ้านตาด

วัดป่าบ้านตาด ตั้งอยู่ ณ ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่กำแพงล้อมรอบ ๑๖๕ ไร่ ๑๕ ตารางวา (พื้นที่ใหม่ ๓๑๗ ไร่) ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีไปทางทิศใต้ ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร สภาพพื้นที่เป็นที่ราบ รอบๆ เป็นที่อุดมสมบูรณ์มีน้ำดี ทำนาได้ผลดีกว่าที่อื่น สภาพภายในเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอันสงบเรียบง่าย ด้วยเหตุที่มีกำแพงล้อมรอบบริเวณอย่างมิดชิด จึงรักษาต้นไม้และสัตว์ป่าให้รอดพ้นจากการทำลายหรือการลักลอบเข้ามาฆ่าสัตว์ในบริเวณได้ บรรยากาศในเขตอภัยทานแห่งนี้ จึงร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่นานาพันธุ์ และเป็นที่พึ่งพิงอันอบอุ่นและปลอดภัยแก่สัตว์น้อยใหญ่หลากชนิด อาทิ ไก่ป่า กระรอก กระแต แย้ นก ฯลฯ เมื่อก้าวย่างเข้าสู่บริเวณวัด จะสัมผัสกับความร่มรื่นชุ่มตาเย็นใจกับธรรมชาติของป่า ได้ยินเสียงของแมลงมีปีกหมู่ใหญ่ร้องเสียงก้องกังวานสนั่นไพรในบางฤดูกาล ปะปนด้วยเสียงขันของไก่ป่าซึ่งออกเที่ยวหากินอย่างแข็งขันชนิดไม่มีวันหยุดงานเหมือนมนุษย์เรา ครั้นเดินต่ออีกประมาณ ๕๐ เมตร จะพบศาลาการเปรียญอเนกประสงค์ ซึ่งเป็นศาลาไม้ เนื้อแข็งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหลังใหญ ่ และมีีเพียงหลังเดียวในวัดนี้ เดิมทีเป็นศาลาชั้นเดียว ยกพื้นเตี้ย แต่ภายหลังถูกยกให้สูงขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

กิจวัตรประจำวันพระเณร

กิจวัตรหลักประจำวันของพระเณรก็คือ การนั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรม เพื่อฝึกฝนสติ ปัญญา และชำระกิเลสตัวร้อนรุ่มกระวนกระวายอยู่ภายในจิตใจให้เหือดแห้งไป ดังนั้นโดยปกติ พระภิกษุสามเณรในวัดจึงไม่รับกิจนิมนต์ไปฉันในที่ใดๆ นอกวัด เพื่อให้มีเวลาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วยการบำเพ็ญเพียรภาวนาแต่เพียงอย่างเดียว ช่วงเช้ามืดก่อนบิณฑบาตจะเป็นการเตรียมสถานที่สำหรับฉันจังหัน โดยทั้งพระและเณรต่างช่วยกันทำความสะอาด จัดอาสนะ กระโถน ขัดถูพื้นศาลาด้วยกาบมะพร้าว ปัดกวาดศาลา และบริเวณรอบๆ อย่างสามัคคีพร้อมเพรียง งานการทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านจะพยายามทำอย่างขันแข็ง มีสติและเป็นระเบียบเรียบร้อย ตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนเน้นอยู่เสมอตลอดมา พอได้อรุณ วันใดที่ท้องฟ้าดูเป็นปกติ ไม่มีวี่แววว่าฝนจะตก ท่านจะครองจีวรซ้อนสังฆาฏิ แล้วออกบิณฑบาตโดยพร้อมเพรียงกัน เดินมุ่งหน้าไปทางหมู่บ้านตาด ระยะทางไปกลับประมาณ 3-4 กิโลเมตร ขากลับแวะ รับบาตรจากญาติโยมที่มาจากในเมืองและ ต่างจังหวัดบริเวณหน้าวัดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสร็จจากบิณฑบาต พระเณรและฆราวาสต่างช่วยกันจัดอาหารหวานคาว เป็นหมวดหมู่ใส่ถาดไว้ เพื่อให้ญาติโยมทั้งที่มาพักปฏิบัติธรรมและที่มาทำบุญตอนเช้าได้รับประทานหลังพระฉันเสร็จแล้ว เมื่อพระเณรจัดอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว องค์หลวงปู่จะอนุโมทนาให้พร จากนั้นพระเณรท่านจะพิจารณาอาหารในบาตรก่อนด้วย ปฏิสังขาโยนิโสฯ เสร็จแล้วฉันในบาตรด้วยอาการสำรวม เงียบกริบ เหมือนไม่มีใคร รับประทานอาหารอยู่ในบริเวณนั้น เสร็จการฉันเช้าแล้ว ต่างรูปต่างกลับร้านที่พักปฏิบัติธรรม มีการเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาตลอดวัน อาจมีการพักผ่อนบ้างแล้วแต่ความอุตสาหะพยายามของแต่ละรูป ช่วงเวลาบ่าย เป็นเวลาที่พระมารวมกันฉันน้ำร้อนหรือน้ำปานะที่โรงไฟหรือโรงต้มน้ำร้อนแค่ช่วงเวลาสั้นๆ สัก ๑๕-๓๐ นาที อันเป็นการพักเหนื่อยจากการภาวนา เสรจ็จากนี้ก็แยกย้ายเข้าที่ภาวนาต่อ จนถึงในช่วงประมาณ บ่าย ๓ โมง พระเณรพร้อมเพรียงกันออกมาทำข้อวัตรปัดกวาดร้านและบริเวณทางเดิน ตลอดถึงรอบศาลา จากนั้นขัดถูทำความสะอาดพื้นศาลา เติมน้ำล้างเท้าบริเวณรอบศาลาและในห้องน้ำห้องส้วมให้เต็ม ช่วงเวลาค่ำ เป็นช่วงเวลาที่พระเณรเข้าที่เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาไหว้พระสวดมนต์ตามอัธยาศัยเฉพาะตน ส่วนในระยะ ที่องค์หลวงปู่มีธาตุขันธ์แข็งแรงอยู่นั้นท่านจะเรียกประชุมเทศนาอบรมพระสัปดาห์ละครั้งโดยประมาณ ต่อมาระยะหลังเมื่อชราภาพมากขึ้นก็เว้นการประชุมพระห่างออกไปเรื่อย จนกระทั่งงดโดยสิ้นเชิงในปี ๒๕๓๙ เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม เฉพาะในวันเข้าพรรษาและวันกฐินเท่านั้นที่ท่านยังคงเมตตาแสดงธรรมอบรมพระในช่วงเวลา ๑๕ ปีสุดท้ายก่อนจะละขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน

ฉากที่ ๑๑ · SCENE 11 / 12 พ.ศ. ๒๕๔๑ - ๒๕๕๔ · ทั่วผืนแผ่นดินไทย

โครงการช่วยชาติ

รวมพลังศรัทธาคนไทยทั้งแผ่นดิน มอบทองคำและดอลลาร์เข้าคลังหลวง พยุงเศรษฐกิจชาติไทย

ภาพรวมจิตรกรรมติดเสาเจดีย์ ฉากที่ ๑๑ โครงการช่วยชาติ
จิตรกรรมฝาผนังฉากเต็ม (ประดิษฐาน ณ เสาพระมหาเจดีย์ชั้น ๓) คลิกดูภาพขยาย
ภาพรายละเอียดจิตรกรรมประจำฉาก (25 ภาพ)
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ฉากที่ ๑๒ · SCENE 12 / 12 วันอาทิตย์ที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลา ๐๓.๕๓ น.

สู่นิพพาน

ละสังขารสู่แดนบรมสุข ณ วัดป่าบ้านตาด ทิ้งธรรมคำสอนอันทรงคุณค่าไว้เป็นมรดกคู่แผ่นดิน

ภาพรวมจิตรกรรมติดเสาเจดีย์ ฉากที่ ๑๒ สู่นิพพาน
จิตรกรรมฝาผนังฉากเต็ม (ประดิษฐาน ณ เสาพระมหาเจดีย์ชั้น ๓) คลิกดูภาพขยาย
ภาพรายละเอียดจิตรกรรมประจำฉาก (21 ภาพ)
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม
ภาพจิตรกรรม